การนำรูปแบบกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้นำพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความสามารถคิด และใช้เหตุผลในการพิจารณาในการรับข่าวสารรอบตัว เกิดองค์ความรู้ เข้าถึงความจริงด้วยการพิจารณาจากภายใน และสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เท่าทันสังคมโลก และสามารถก้าวสู้การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการใช้ชุดกิจกรรม ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา ดังนั้นบทบาทของผู้สอนไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ให้วิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียนเท่านั้น ผู้สอนควรเป็นผู้ที่ให้ความรัก

หัวข้อและโครงร่างงานวิจัย

 

ชื่อ-สกุล         นางสาวปาริชาต เตชะ                   รหัสนิสิต 54031376 

 

ชื่อเรื่อง                  

(ภาษาไทย)     การพัฒนาชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา บูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอน รายวิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครู

 

(ภาษาอังกฤษ) The Development of Contemplative education a series’s activities to Integration in teaching and learning in Principle of Learning Management Course for student Teachers

                  

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

          การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ ที่สำคัญที่สุดของครูผู้สอน การนำแนวคิดจิตตปัญญาการศึกษามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน จิตตปัญญาศึกษา (Comtemplative Education) เป็นคำใหม่ในวงการศึกษาของประเทศไทย ส่วนในต่างประเทศใช้คำว่า Transformative Learning ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในโดยหวังว่าผู้เรียนจะมีความรู้ มีความคิดเท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ การนำรูปแบบกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้นำพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความสามารถคิด และใช้เหตุผลในการพิจารณาในการรับข่าวสารรอบตัว เกิดองค์ความรู้ เข้าถึงความจริงด้วยการพิจารณาจากภายใน และสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เท่าทันสังคมโลก และสามารถก้าวสู้การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการใช้ชุดกิจกรรม
ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา ดังนั้นบทบาทของผู้สอนไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ให้วิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียนเท่านั้น ผู้สอนควรเป็นผู้ที่ให้ความรัก

ความเอาใจใส่ และควรจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย

จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต ผู้สอนควร

ต้องยึดการจัดการศึกษาที่ถูกต้องและเป็นไปตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 มาตรา 6ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นไปเพื่อสร้างการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่จะทำให้ผู้เรียน เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และเป็นคนที่มีความสุข (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545)

          การพัฒนาการศึกษาแบบก้าวกระโดด ความรู้และการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร การศึกษาไทยถูกกำหนดกรอบด้วยวัฒนธรรม
ทุนนิยม และกระแสโลกาภิวัตน์ เป้าหมายของการศึกษาถูกกำหนดให้มุ่งเน้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่จะไปประกอบอาชีพ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ระบบการศึกษาฝึกฝนให้ผู้เรียนยึดติดกับระบบการแข่งขัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ที่เริ่มส่งผลต่อสภาวการณ์ต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล และครอบครัว ปัญหาความเครียดของคนในสังคม ที่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นอัตราการฆ่าตัวตาย ที่สูงขึ้น หรือการทำลายชีวิตของคนในครอบครัวเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ที่รุมเร้า ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หาทางออกให้ตนเองไม่เจอ จนทำให้หลงมัวเมาในวัตถุแสวงหาแต่ความสุขสบาย อ่อนแอทั้งวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจซบเซา ชุมชนล่มสลาย ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติขาดความสงบสุข รวมทั้ง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง

 และรุมเร้าเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที

จากปัญหาต่างๆ ในหลายด้านที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มนุษย์ควรจะนำจิตตปัญญาที่เคยมีอยู่จากยุคดั้งเดิมมาสู่การเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสู่สมัยใหม่ ปลุกฟื้นชีวิตชีวาของมรดกทางจิตวิญญาณและทางปัญญาที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อน การปรับเปลี่ยนกิจกรรมในชั้นเรียนให้สามารถบ่มเพาะความตระหนักรู้ และการคิดเชิงวิพากษ์จะช่วยให้เกิดความตระหนักถึงเป้าหมายที่จะพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ เปลี่ยนจากการเน้น และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาเฉพราะมิติภายนอกมาเป็นการเน้น และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ และพัฒนามิติภายในของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตนเองและผู้อื่น สังคม สิ่งแวดล้อมนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่สงบ และมีความสุข โดยมีทั้งคุณธรรมและปัญญา ดังนั้น การนำจิตตปัญญาศึกษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา คือ การทำให้กระบวนการทางจิตตปัญญามีความหมาย และเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาวะ ชีวิตความเป็นอยู่ และการเผชิญกับปัญหาในสังคมโลกปัจจุบัน

ปัจจุบันกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่ว่านี้เริ่มแผ่ขยายจากแต่ระดับบุคคลสู่สังคมในวงกว้าง ประชาชนผู้ห่วงใยโลก ห่วงใยธรรมชาติ คิดเป็น รู้จักคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแสวงหาคุณค่าใหม่แห่งความหมายของชีวิต การเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ในศตวรรษที่ 21 ด้วยโลกทัศน์ที่ตั้งบนยุทธศาสตร์แห่งความเพียงพอดีที่ยั่งยืน โลกทัศน์ของการรู้จักตนเองเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองมากกว่าสถาบัน ระบบต่างๆ ของสังคมในอนาคตอันใกล้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว “ การศึกษาที่มีคุณค่าที่แท้จริง ไม่น่าจะใช่การวิ่งไล่ตามการเปลี่ยนแปลง เพียงเพื่อให้รู้สึกเสมือนว่าได้ทันสมัย ไม่ตกยุค” (ชุมพล พูลภัทรชีวิน, 2554)

ครู อาจารย์ ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือ หรือกลไกลในการช่วยป้อนหรือชี้ช่องทางแสวงหาข้อมูลข่าวสารที่ช่วยให้ผู้เรียนดูเหมือนจะทันสมัย หรือเรียกว่า “ทันสมัยเหมือน” ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารที่หยาบและฉาบฉวยให้ลูกศิษย์ โดยละเลยการสะท้อนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning Reflection) เกี่ยวกับเนื้อหาสาระ หรือองค์ความรู้ กระบวนการ หรือวิธีการได้มาซึ่งความรู้ (Mode of Inquiry) และที่สำคัญคือไม่มีการสะท้อนและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นหรือเบื้องหลังความเชื่อ ขององค์ความรู้และกระบวนการแสวงหาความรู้เหล่านั้น

          นักเรียน นิสิต นักศึกษา จึงไม่ใช่เพียงครื่องรับข้อมูลข่าวสารที่ “ทันสมัยเหมือน” ปราศจากการกลั่นกรอง (Refining) สะท้อนคิด (Reflective Thinking) ทั้งจากผู้สอน และตัวผู้เรียนเอง

          การศึกษาที่แท้ จึงมิใช่จำกัดแคบแค่เฉพาะการสอน การบรรยายในห้องเรียน
การค้นคว้าจากห้องสมุดและแหล่งข้อมูลที่ทันสมัยรูปแบบต่างๆ แล้วนำมาทำเป็นรายงาน หรือนำมาเสนอและอภิปรายในห้องเรียน

          การศึกษาที่แท้ไม่ใช่การโคลนนิ่ง (Cloning) ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กรอบความคิด ทฤษฏี หรือระเบียบวิธี และโดยเฉพาะไม่ใช่การโคลนนิ่งความคิดหรือความเชื่อของผู้สอนให้กับผู้เรียน

          การคิดและการให้การศึกษาแบบนี้ ไม่มีทางการเปลี่ยนแปลงไม่เคยมีสติที่จะหยุดคิดและถามตัวเองว่าจะวิ่งไล่การเปลี่ยนแปลงไปทำไม ไล่ให้ทันไปเพื่ออะไร การคิดและการกระทำดังกล่าวส่วผลกระทบที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ในลักษณะใดกับตนเอง และผู้อื่น

          ดังนั้น ปัญหาการศึกษาจึงไม่ใช่การปฏิรูป หรือแม้แต่การปฏิวัติเฉพาะที่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของโลกทัศน์ กระบวนทัศน์ทางสังคมของมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานของการรับรู้ และเข้าใจความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังโลก ธรรมชาติทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงทางความคิด วิธีคิดการไตร่ตรองวิเคราะห์จากภายในจิตตปัญญาศึกษา จึงเป็นคำตอบของโจทย์ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่ง พุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวไว้ว่า “การศึกษาครอบครองโลก” เนื่องจากผู้ที่ได้รับการศึกษาก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่ตนได้ศึกษาเรียนรู้มา และถ่ายทอดสิ่งนั้นๆไปยังคนรุ่นต่อๆไป ดังนั้นหากเรายังคงสืบทอดระบบการศึกษาที่ “บกพร่องทางจิตวิญญาณ” อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนได้เกิดความเป็นมนุษย์ที่แท้ การศึกษาในปัจจุบันที่ “ความรู้” กับ “คุณค่า” ถูกแยกออกจากกัน ทำให้คนดำเนินชีวิตด้วยความรู้ แต่เป็นชีวิตที่ขาดซึ่งคุณค่า ส่งผลให้วิถีการดาเนินชีวิตของคนนั่นเองที่เป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ดังนั้นเราควรจะทำให้การศึกษาเป็น “การศึกษาที่คุ้มครองโลก” (ประเวศ วะสี, 2549)

ปัจจุบันแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาได้ขยายวงกว้างไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ของสังคม
 ไม่เพียงแต่วงการศึกษาที่มีในอบรมผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษากว่า 30 แห่งทั่วประเทศ จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในหลักสูตรการพัฒนาผู้นำจิตตปัญญาศึกษา
 แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่วงการธุรกิจ อาทิ การใช้แนวคิดเรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) ไปใช้ในองค์กร การทำงานอาสาสมัครในชุมชนการพัฒนามิติด้านในของบุคลากร หรือ
ในวงการแพทย์ เช่น การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การเผชิญความตายอย่างสงบ และในกลุ่มทำงานเพื่อสังคม เช่น การสื่อสารด้วยความกรุณา สานเสวนา เป็นต้น

วิธีการสอนด้วยการใช้กิจกรรมเชิงจิตตปัญญาศึกษา บูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นวิธีการสอนที่เชื่อมโยงนามธรรมมาสู่รูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องการจัดการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยปรากฏการณ์และประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ซึ่งนักศึกษาที่ได้รับการสอนด้วยวิธีที่จะเกิดการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ไปด้วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centered) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสอนระดับอุดมศึกษา

ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการเปิดทำการสอนเรื่องของการพัฒนามิติด้านในของมนุษย์ที่ไม่เป็นเพียงแค่รายวิชาหรือกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่เปิดสอนเป็นหลักสูตรปริญญาโทในหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาและการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Contemplative Education and Transformative Learning) ขึ้นในมหาวิทยาลัยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศและเป็นมหาวิทยาลัย (ในกำกับ) ของรัฐ โดยหลักสูตรดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่จะผลิตบัณฑิตที่เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น กล่าวคือเป็นผู้ที่สามารถพัฒนาคุณภาพภายในตนเองและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านในของมนุษย์ เป็นผู้ที่มีทักษะในกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของตนเอง องค์กร ชุมชน และสังคม โดยลักษณะของบัณฑิตเช่นนี้จะเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

นักการศึกษาจำนวนมากและการศึกษาในกระแสหลักได้หาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวและที่กำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ คือจิตตปัญญาศึกษา (contemplative education) หรือการเรียนรู้ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
ในตน (transformative learning) (ประเวศ วะสี, 2549) เป็นวิถีทางที่สามของการได้มาซึ่งความรู้ที่นอกเหนือจากสองแนวทางที่รู้กันโดยทั่วไป คือ การได้ความรู้เชิงเหตุผลและทางประสาทสัมผัส (rational and sensory knowing) ซึ่งจิตตปัญญาศึกษาได้หายไป
จากหลักสูตรและศาสตร์การสอนในปัจจุบัน (Hart, 2004) วิธาน ฐานะวุทฒ์ (2549) กล่าวว่า จิตตปัญญาศึกษาต่างจากการศึกษาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการศึกษา “โลกภายนอก” มากกว่า “โลกภายในตนเอง” เพราะเราจะมองเห็นโลกภายนอกเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นโลกภายในตัวเราเป็นอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ จิตตปัญญาศึกษาจึงทำให้บุคคลเข้าใจด้านในของตนเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง (ประเวศ วะสี, 2549) เป็นแนวทางที่จะทำให้เห็นความเชื่อมโยงของการเรียนรู้ที่ชัดเจน เชื่อมโยงทั้งความคิด (head) จิตใจ (heart) และนำไปสู่การปฏิบัติ (hand) ที่มีประสิทธิภาพ เป็นวิถีทางแห่งปัญญาที่พัฒนาคนอย่างสมบูรณ์ (whole person) (Hart,2004) โดยจิตตปัญญาศึกษาให้ความสำคัญและเอาใจใส่จิตใจในกระบวนการเรียนรู้ทุกขณะยึดหลักการช้าลงด้วยการใคร่ครวญ

มีสติ จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและหยั่งรู้ เข้าใจตนเองและผู้อื่น และเข้าใจสรรพสิ่งในโลกตามที่เป็นจริง เห็นถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยง (จารุพรรณ กุลดิลก 2549 ; วิจักขณ์ พานิช, 2549 ; วิธาน ฐานะวุทฒ์, 2549 )

การนำจิตตปัญญาศึกษามาจัดการศึกษา สามารถนำมาบูรณาการกับเนื้อหา
ในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว หรือพัฒนาเป็นหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาและสามารถใช้จิตตปัญญาศึกษาได้กับทุกระดับของการศึกษา (Hart, 2004) จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างความงอกงามทางปัญญาผ่านกระบวนการผลิตกำลังคนระดับสูงที่จะสร้าง “สังคมอุดมปัญญา” ให้เกิดขึ้น (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน), 2549 ในการเรียนการสอนตามแนวจิตตปัญญาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ทำการสอนในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาในปัจจุบัน มีการดำเนินการอยู่ในสองสถาบัน คือ สถาบันอาศรมศิลป์และศูนย์จิตตปัญญาศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล  ซึ่งมีในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพบริบท สังคมและวัฒนธรรม ที่มีการผสมผสาน ระหว่างความทันสมัยและความเชื่อดั้งเดิมตามหลักศาสนา จากความเป็นยุตโลกาภิวัตน์ ที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายของแนวคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้คน จึงได้เปิดพื้นที่ให้กับแนวคิด แนวปฏิบัติที่มิใช่เฉพาะทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถนาผู้เรียนให้เข้าถึงเป้าหมายของจิตตปัญญาศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน และให้เกิดในกระบวนการได้อย่างหลากหลาย อาทิ การใช้ศิลปะ การเรียนรู้ผ่านละคร กิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการฝึกฝนเพื่อการพัฒนา ความตระหนักรู้ (awareness) ในตัวผู้เรียน และยังฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักใคร่ครวญ (contemplate)

จนเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง และยังทำให้เปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ต่อโลกและชีวิต ในกิจกรรมมีความหมากหลายทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตนเองนำไปฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน กิจจกรรมที่นำมาเสนอนี้สามารถสะกดผู้ฟัง ให้สามรถนิ่ง เงียบ สงบ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

หลักจิตตปัญญา 7 ประการ ที่เรียกขื่อย่อว่า 7 C มีรายละเอียด ดังนี้

  1. หลักการพิจารณาอย่างใคร่ครวญ (Contemplation) คือ การเข้าสู่สภาวะจิต
    ที่เหสชมาะสมต่อการเรียนรู้ และนำจิตดังกล่าวไปใช้งานอย่างใคร่ครวญในด้าน พุทธิปัญญา (Cognitive) และในด้านระหว่างบุคคล (Interpersonal)
  2. หลักความรักความเมตตา (Compassion) คือ การส่งพลังออกโอบอุ้มดูแลกลุ่มของกระบวนกร และการจัดกระบวนการด้วยสิ่งแวดล้อมและบริบทที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ (สัปปายะ)
  3. หลักการเชื่อมโยงสัมพันธ์ (Connection) คือ การช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเชื่อมโยงประสบการณ์ในกระบวนการเข้ากับชีวิตได้ ทำให้กระบวนการเข้ามาสู่ภายใน (Internalization) บูรณาการสู่วิถีชีวิต และการเอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้ารับการอบรมร่วมกัน
  4. หลักการเผชิญหน้า (Confronting) คือ การเปิดใหผู้เข้ารับการอบรมออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง เพื่อเผชิญหน้ากับพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ และเข้าถึงข้อจำกัดทางศักยภาพของตนเองต่อการเรียนรู้และพัฒนา
  5. หลักความต่อเนื่อง (Continuity) คือ การสร้าวความไหลลื่นของกระบวนการ อันช่วยให้เกิดการพลวัตของการเรียนรู้ เพื่อช่วยเอให้ศักยภาพของการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรมได้ปลดปล่อยและสามารถทำงานเพื่อบ่มเพาะและพัฒนา
  6. หลักความมุ่งมั่น (Commitment) คือ การเอื้อให้ผู้รับการอบรมสามารถนำเอากระบวนการกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่องหลังการอบรม และนำไปสู่การเรียนรู้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
  7. หลักชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community) คือ ความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกันของผู้เข้ารีบการอบรมรวทั้งกระบวนกรที่เกื้อหนุนให้เกิดการเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงภายในของแต่ละคน รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อโยงกับชีวิตจริง (เอกสารประการอบรม “เทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน” ศูนย์พัฒนาวิชาชีพครู
    คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หน้า 4)

สิ่งที่ผู้สอนคำนึงถึงในในกิจกรรมนอกจากความหมากหลายแล้ว ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญและได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตได้จริง มิใช่เป็นเพียงแค่กิจกรรมในชั้นเรียนเท่านั้น และ การเรียนรู้มิติหรือโลกด้านใน คือ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด มุมมองต่อชีวิตและโลกของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจ
อย่างใคร่ครวญ ส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติ และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา
มีความรัก ความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยเชื่อมโยงสัมพันธ์และสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเองเป็นสำคัญเป็นกิจกรรมที่สามารถบูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอนได้
ทุกวิชา

จิตตปัญญาศึกษา จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้จากภายในทำให้ได้มาซึ่งความรู้
จากประสบการณ์และกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง
 ให้ตระหนักเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ในการเข้าถึงความจริง เรียนรู้ที่จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น นำไปสู่ความตั้งใจที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณลักษณะภายในที่ถาวรของผู้เรียน ซึ่งจิตตปัญญาศึกษามีกระบวนการได้มา ความรู้ 3 ลักษณะคือ การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) การน้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญ (contemplation)

และการเฝ้ามองเห็นตามที่เป็นจริง (วิจักขณ์ พานิช, 2549: Hladis, 2005 : Berliner, 2005)       เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาภายในบุคคล ซึ่งสัมพันธ์กับวิธีทาให้เกิดปัญญา 3 วิธี (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), 2543) คือ วิธีที่ 1 ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียนหรือถ่ายทอดต่อกันมา

วิธีที่ 2 ปัญญาเกิดจากการคิดการพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง วิธีที่ 3 ปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติฝึกหัดอบรม โดยการได้ความรู้ได้มาโดยผ่านความเงียบ (silence)
การมองเข้าไปภายใน (looking inward) การไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง (pondering deeply) และการเฝ้ามองเนื้อหาภายในจิตสานึกของเรา (consciousness) กระบวนการเรียนรู้
 จึงใช้ทั้งกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความเป็นเหตุ เป็นผลกระบวนการหยั่งรู้และอารมณ์

สำหรับคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่ผลิตครูให้มีความรู้ มีจรรยาบรรณความเป็นครู การหล่อหลอมให้บุคคล
มีจิตวิญญาณความเป็นครูต้องอาศัยกระบวนการสร้างให้เกิดความเคารพในคุณค่า ศักดิ์ศรีของตนเองและผู้อื่น เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าการเรียนรู้ด้านในจิตใจ เรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะให้ด้วยหัวใจ ด้วยความตั้งใจ  การจัดการศึกษาต้องตระหนักเห็นความสำคัญของการสร้างเยาวชนให้มีความสมดุลระหว่างกาย ใจ สมองและสมดุลระหว่างการเรียนรู้ความจริง ความดี และความงาม โดยใช้แนวทางจิตตปัญญาศึกบูรณาการในรายวิชาของทุกระดับชั้นการศึกษาให้เป็นรูปธรรม โดยนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดในการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนควรศึกษาหลักการ ปรัชญาของจิตตปัญญาศึกษาอย่างถ่องแท้เพื่อให้สามารถสร้างกิจกรรม เครื่องมือในการเรียนรู้ภายในตนเอง หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้แนวคิดด้านจิตตปัญญาและ
การนำไปใช้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสามารถนำมาเสวนา การอบรมปฏิบัติการเป็นกระบวนการ

 

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียน
การสอน บูรณาการในการเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร

2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน บูรณาการในการเรียนการสอน
ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร

3.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร หลังได้รับการสอน ชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน บูรณาการในการเรียนการสอน
ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร

 

ขอบเขตการศึกษา

ขอบเขตการศึกษาครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้

1. ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการทาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา
ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน

 

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

           ชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา หมายถึง ชุดกิจกรรมชุด เทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน นำมาบูรณาการในเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาครูโปรแกรมวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน โดยการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 – 6 สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง

          จิตตปัญญาศึกษา หมายถึง เป็นการศึกษาที่เน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาความตระหนักรู้และการเรียนรู้ โลกด้านใน เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ มุมมองต่อชีวิต และโลก ของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ปฏิบัติ เชื่อมโยงถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและมีปัญญา มีความรักความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

          บูรณาการ หมายถึง การใช้กิจกรรมการเรียนการสอน เป็นวิธีการสอนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาการจัดการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงสัมพันธ์และสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

          วิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ หมายถึง รายวิชาที่เปิดสอนให้นักศึกษาครูชั้นปีที่ 3

ทุกโปรแกรมวิชา ในคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1

ปีการศึกษา 2554

นักศึกษาครู หมายถึง นักศึกษาภาคปกติ โปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 คณะ ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน

 

กรอบแนวคิดในการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

  1. ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้
    จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน บูรณาการในการเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้
  2. ได้แนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น

 

 

 

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง   การพัฒนาชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา บูรณาการในกิจกรรม
การเรียนการสอน รายวิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครู ผู้วิจัยได้ศึกษา

แนวคิดทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้องดังนี้

 

  1. จิตตปัญญาศึกษา
  2. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน
  3. ชุดกิจกรรม
  4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

           ประเวศ วะสี (2552) และจิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร (2550) มีแนวคิดเกี่ยวกับ เรื่องจิตตปัญญาศึกษาที่สอดคล้องกันว่า จิตตปัญญาศึกษา คือ การศึกษามุ่งพัฒนาจากภายใน ทำให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ โดยความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ การฝึกปฏิบัติผ่านการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆที่ผู้เรียนสนใจจนสามารถเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ  เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เกิดความรักความเมตตาทำให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและผู้อื่น เกิดความเป็นอิสระ ความสุข ปัญญา และความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง หรือ เกิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยเน้นการศึกษาจากการปฏิบัติ เช่น จากการทำงานศิลปะ โยคะ ความเป็นชุมชน การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม สุนทรียสนทนา การเรียนรู้จากธรรมชาติ และจิตตภาวนา เป็นต้น

จุมพล พูลพัชรชีวิน (2552) ได้ให้ความหมายของ จิตตปัญญาศึกษาว่า เป็นการศึกษาที่เน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาความตระหนักรู้และการเรียนรู้มิติ/โลกด้านใน(อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ ทัศนะ/มุมมองต่อชีวิตและโลก) ของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ซึ่งหมายถึงการสังเกตอย่างมีสติต่อการเปลี่ยนแปลงภายในของตนเองที่เกิดขึ้นจากการเผชิญกับผู้อื่นและโลกภายนอก ผ่านกระบวนการ/วิธีการและกิจกรรมที่หลากหลาย (การนิ่งสงบอยู่กับตนเอง/การเจริญสติ ภาวนา self and group reflection, dialogue, deep listening, journaling, กิจกรรมอาสาสมัคร/บำเพ็ญสาธารณประโยชน์  ศิลปะ ดนตรี โยคะ นิเวศน์ภาวนา...ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา) มีเป้าหมายก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Fundamental) อย่างลึกซึ้ง(Profound) ทางความคิดและจิตสำนึกใหม่เกี่ยวกับตนเองและโลก ส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติและการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา มีความรักความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

 

ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล(2552)ได้นำเสนอเกี่ยวกับ จิตตปัญญาศึกษา                ว่า จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) มีรากฐานจากแนวคิดเรื่องไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ ได้แก่  1) การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เพื่อการทำเป็น คือเอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ไม่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง  2) การเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการคิดเป็น คือใช้เหตุผลวิเคราะห์สังเคราะห์ให้สิ่งที่รับรู้กลายเป็นความรู้ที่คมชัดลึกยิ่งขึ้น และ 3) การเรียนรู้ด้วยจิตตปัญญาศึกษา เพื่อความรู้แจ้ง คือการศึกษาจากการดูจิตของตนเองแล้วเกิดปัญญา โดยมีเป้าหมายหลักให้ผู้เรียน ตื่นรู้ เกิดจิตสำนึกใหม่  เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง  เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ   เพื่อเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร  ทำให้คนในองค์กรและชุมชนเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของกันและกันอย่างลึกซึ้ง จนเชื่อมประสานเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติอย่างแท้จริง  และจิตตปัญญาศึกษาเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ประกอบด้วย

1. กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เช่น การภาวนารูปแบบต่างๆ นิเวศภาวนา จิตตศิลป์

2. สร้างทักษะการปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มกัลยาณมิตร เช่น การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงร่วม กระบวนการนพลักษณ์เพื่อการพัฒนาตน กระบวนการสุนทรียสนทนา กระบวนการงาน พลังกลุ่ม และความสุข

3. ยกระดับทางวัฒนธรรมและทางการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง