หัวข้อและโครงร่างงานวิจัย
ชื่อ-สกุล นางสาวปาริชาต เตชะ รหัสนิสิต 54031376
ชื่อเรื่อง
(ภาษาไทย) การพัฒนาชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา บูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอน รายวิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครู
(ภาษาอังกฤษ) The Development of Contemplative education a series’s activities to Integration in teaching and learning in Principle of Learning Management Course for student Teachers
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ ที่สำคัญที่สุดของครูผู้สอน
การนำแนวคิดจิตตปัญญาการศึกษามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
จิตตปัญญาศึกษา (Comtemplative Education)
เป็นคำใหม่ในวงการศึกษาของประเทศไทย ส่วนในต่างประเทศใช้คำว่า
Transformative Learning
ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองจากภายในโดยหวังว่าผู้เรียนจะมีความรู้
มีความคิดเท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์
การนำรูปแบบกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาพัฒนาผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนได้นำพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และชุมชน
เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความสามารถคิด
และใช้เหตุผลในการพิจารณาในการรับข่าวสารรอบตัว เกิดองค์ความรู้
เข้าถึงความจริงด้วยการพิจารณาจากภายใน
และสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เท่าทันสังคมโลก
และสามารถก้าวสู้การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยการใช้ชุดกิจกรรม
ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา
ดังนั้นบทบาทของผู้สอนไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ให้วิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียนเท่านั้น
ผู้สอนควรเป็นผู้ที่ให้ความรัก
ความเอาใจใส่ และควรจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต ผู้สอนควร
ต้องยึดการจัดการศึกษาที่ถูกต้องและเป็นไปตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 มาตรา 6ระบุว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นไปเพื่อสร้างการเรียนรู้แบบองค์รวม ที่จะทำให้ผู้เรียน เป็นคนเก่ง เป็นคนดี และเป็นคนที่มีความสุข (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545)
การพัฒนาการศึกษาแบบก้าวกระโดด
ความรู้และการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร
การศึกษาไทยถูกกำหนดกรอบด้วยวัฒนธรรม
ทุนนิยม และกระแสโลกาภิวัตน์
เป้าหมายของการศึกษาถูกกำหนดให้มุ่งเน้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่จะไปประกอบอาชีพ
พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
ระบบการศึกษาฝึกฝนให้ผู้เรียนยึดติดกับระบบการแข่งขัน
ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
ที่เริ่มส่งผลต่อสภาวการณ์ต่างๆ ในโลก
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับบุคคล และครอบครัว
ปัญหาความเครียดของคนในสังคม
ที่เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นอัตราการฆ่าตัวตาย ที่สูงขึ้น
หรือการทำลายชีวิตของคนในครอบครัวเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ที่รุมเร้า
ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หาทางออกให้ตนเองไม่เจอ
จนทำให้หลงมัวเมาในวัตถุแสวงหาแต่ความสุขสบาย
อ่อนแอทั้งวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจซบเซา
ชุมชนล่มสลาย
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติขาดความสงบสุข รวมทั้ง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง
และรุมเร้าเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที
จากปัญหาต่างๆ ในหลายด้านที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มนุษย์ควรจะนำจิตตปัญญาที่เคยมีอยู่จากยุคดั้งเดิมมาสู่การเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสู่สมัยใหม่ ปลุกฟื้นชีวิตชีวาของมรดกทางจิตวิญญาณและทางปัญญาที่ตกทอดมาจากคนรุ่นก่อน การปรับเปลี่ยนกิจกรรมในชั้นเรียนให้สามารถบ่มเพาะความตระหนักรู้ และการคิดเชิงวิพากษ์จะช่วยให้เกิดความตระหนักถึงเป้าหมายที่จะพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ เปลี่ยนจากการเน้น และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาเฉพราะมิติภายนอกมาเป็นการเน้น และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ และพัฒนามิติภายในของมนุษย์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตนเองและผู้อื่น สังคม สิ่งแวดล้อมนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่สงบ และมีความสุข โดยมีทั้งคุณธรรมและปัญญา ดังนั้น การนำจิตตปัญญาศึกษาเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา คือ การทำให้กระบวนการทางจิตตปัญญามีความหมาย และเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาวะ ชีวิตความเป็นอยู่ และการเผชิญกับปัญหาในสังคมโลกปัจจุบัน
ปัจจุบันกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่ว่านี้เริ่มแผ่ขยายจากแต่ระดับบุคคลสู่สังคมในวงกว้าง ประชาชนผู้ห่วงใยโลก ห่วงใยธรรมชาติ คิดเป็น รู้จักคิดที่จะเปลี่ยนแปลงหรือแสวงหาคุณค่าใหม่แห่งความหมายของชีวิต การเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ในศตวรรษที่ 21 ด้วยโลกทัศน์ที่ตั้งบนยุทธศาสตร์แห่งความเพียงพอดีที่ยั่งยืน โลกทัศน์ของการรู้จักตนเองเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองมากกว่าสถาบัน ระบบต่างๆ ของสังคมในอนาคตอันใกล้จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว “ การศึกษาที่มีคุณค่าที่แท้จริง ไม่น่าจะใช่การวิ่งไล่ตามการเปลี่ยนแปลง เพียงเพื่อให้รู้สึกเสมือนว่าได้ทันสมัย ไม่ตกยุค” (ชุมพล พูลภัทรชีวิน, 2554)
ครู อาจารย์ ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือ หรือกลไกลในการช่วยป้อนหรือชี้ช่องทางแสวงหาข้อมูลข่าวสารที่ช่วยให้ผู้เรียนดูเหมือนจะทันสมัย หรือเรียกว่า “ทันสมัยเหมือน” ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารที่หยาบและฉาบฉวยให้ลูกศิษย์ โดยละเลยการสะท้อนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning Reflection) เกี่ยวกับเนื้อหาสาระ หรือองค์ความรู้ กระบวนการ หรือวิธีการได้มาซึ่งความรู้ (Mode of Inquiry) และที่สำคัญคือไม่มีการสะท้อนและแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับข้อตกลงเบื้องต้นหรือเบื้องหลังความเชื่อ ขององค์ความรู้และกระบวนการแสวงหาความรู้เหล่านั้น
นักเรียน นิสิต นักศึกษา จึงไม่ใช่เพียงครื่องรับข้อมูลข่าวสารที่ “ทันสมัยเหมือน” ปราศจากการกลั่นกรอง (Refining) สะท้อนคิด (Reflective Thinking) ทั้งจากผู้สอน และตัวผู้เรียนเอง
การศึกษาที่แท้ จึงมิใช่จำกัดแคบแค่เฉพาะการสอน
การบรรยายในห้องเรียน
การค้นคว้าจากห้องสมุดและแหล่งข้อมูลที่ทันสมัยรูปแบบต่างๆ
แล้วนำมาทำเป็นรายงาน หรือนำมาเสนอและอภิปรายในห้องเรียน
การศึกษาที่แท้ไม่ใช่การโคลนนิ่ง (Cloning) ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ กรอบความคิด ทฤษฏี หรือระเบียบวิธี และโดยเฉพาะไม่ใช่การโคลนนิ่งความคิดหรือความเชื่อของผู้สอนให้กับผู้เรียน
การคิดและการให้การศึกษาแบบนี้ ไม่มีทางการเปลี่ยนแปลงไม่เคยมีสติที่จะหยุดคิดและถามตัวเองว่าจะวิ่งไล่การเปลี่ยนแปลงไปทำไม ไล่ให้ทันไปเพื่ออะไร การคิดและการกระทำดังกล่าวส่วผลกระทบที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ในลักษณะใดกับตนเอง และผู้อื่น
ดังนั้น ปัญหาการศึกษาจึงไม่ใช่การปฏิรูป หรือแม้แต่การปฏิวัติเฉพาะที่ระบบการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของโลกทัศน์ กระบวนทัศน์ทางสังคมของมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานของการรับรู้ และเข้าใจความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังโลก ธรรมชาติทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงทางความคิด วิธีคิดการไตร่ตรองวิเคราะห์จากภายในจิตตปัญญาศึกษา จึงเป็นคำตอบของโจทย์ปัญหาใหญ่ของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่ง พุทธทาสภิกขุ เคยกล่าวไว้ว่า “การศึกษาครอบครองโลก” เนื่องจากผู้ที่ได้รับการศึกษาก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่ตนได้ศึกษาเรียนรู้มา และถ่ายทอดสิ่งนั้นๆไปยังคนรุ่นต่อๆไป ดังนั้นหากเรายังคงสืบทอดระบบการศึกษาที่ “บกพร่องทางจิตวิญญาณ” อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนได้เกิดความเป็นมนุษย์ที่แท้ การศึกษาในปัจจุบันที่ “ความรู้” กับ “คุณค่า” ถูกแยกออกจากกัน ทำให้คนดำเนินชีวิตด้วยความรู้ แต่เป็นชีวิตที่ขาดซึ่งคุณค่า ส่งผลให้วิถีการดาเนินชีวิตของคนนั่นเองที่เป็นเหตุทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ดังนั้นเราควรจะทำให้การศึกษาเป็น “การศึกษาที่คุ้มครองโลก” (ประเวศ วะสี, 2549)
ปัจจุบันแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาได้ขยายวงกว้างไปสู่ภาคส่วนต่างๆ
ของสังคม
ไม่เพียงแต่วงการศึกษาที่มีในอบรมผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษากว่า
30 แห่งทั่วประเทศ จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในหลักสูตรการพัฒนาผู้นำจิตตปัญญาศึกษา
แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่วงการธุรกิจ อาทิ
การใช้แนวคิดเรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) ไปใช้ในองค์กร
การทำงานอาสาสมัครในชุมชนการพัฒนามิติด้านในของบุคลากร หรือ
ในวงการแพทย์ เช่น การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การเผชิญความตายอย่างสงบ
และในกลุ่มทำงานเพื่อสังคม เช่น การสื่อสารด้วยความกรุณา สานเสวนา
เป็นต้น
วิธีการสอนด้วยการใช้กิจกรรมเชิงจิตตปัญญาศึกษา บูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นวิธีการสอนที่เชื่อมโยงนามธรรมมาสู่รูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องการจัดการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเด็นดังกล่าว เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยปรากฏการณ์และประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ซึ่งนักศึกษาที่ได้รับการสอนด้วยวิธีที่จะเกิดการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ไปด้วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centered) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสอนระดับอุดมศึกษา
ประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการเปิดทำการสอนเรื่องของการพัฒนามิติด้านในของมนุษย์ที่ไม่เป็นเพียงแค่รายวิชาหรือกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่เปิดสอนเป็นหลักสูตรปริญญาโทในหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาและการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Contemplative Education and Transformative Learning) ขึ้นในมหาวิทยาลัยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศและเป็นมหาวิทยาลัย (ในกำกับ) ของรัฐ โดยหลักสูตรดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่จะผลิตบัณฑิตที่เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น กล่าวคือเป็นผู้ที่สามารถพัฒนาคุณภาพภายในตนเองและเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ด้านในของมนุษย์ เป็นผู้ที่มีทักษะในกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของตนเอง องค์กร ชุมชน และสังคม โดยลักษณะของบัณฑิตเช่นนี้จะเอื้อประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
นักการศึกษาจำนวนมากและการศึกษาในกระแสหลักได้หาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวและที่กำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้
คือจิตตปัญญาศึกษา (contemplative education) หรือการเรียนรู้
ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน
ในตน (transformative learning) (ประเวศ วะสี, 2549)
เป็นวิถีทางที่สามของการได้มาซึ่งความรู้ที่นอกเหนือจากสองแนวทางที่รู้กันโดยทั่วไป
คือ การได้ความรู้เชิงเหตุผลและทางประสาทสัมผัส (rational and sensory
knowing) ซึ่งจิตตปัญญาศึกษาได้หายไป
จากหลักสูตรและศาสตร์การสอนในปัจจุบัน (Hart, 2004) วิธาน ฐานะวุทฒ์
(2549) กล่าวว่า
จิตตปัญญาศึกษาต่างจากการศึกษาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการศึกษา
“โลกภายนอก” มากกว่า “โลกภายในตนเอง”
เพราะเราจะมองเห็นโลกภายนอกเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นโลกภายในตัวเราเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ จิตตปัญญาศึกษาจึงทำให้บุคคลเข้าใจด้านในของตนเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง (ประเวศ วะสี, 2549) เป็นแนวทางที่จะทำให้เห็นความเชื่อมโยงของการเรียนรู้ที่ชัดเจน เชื่อมโยงทั้งความคิด (head) จิตใจ (heart) และนำไปสู่การปฏิบัติ (hand) ที่มีประสิทธิภาพ เป็นวิถีทางแห่งปัญญาที่พัฒนาคนอย่างสมบูรณ์ (whole person) (Hart,2004) โดยจิตตปัญญาศึกษาให้ความสำคัญและเอาใจใส่จิตใจในกระบวนการเรียนรู้ทุกขณะยึดหลักการช้าลงด้วยการใคร่ครวญ
มีสติ จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและหยั่งรู้ เข้าใจตนเองและผู้อื่น และเข้าใจสรรพสิ่งในโลกตามที่เป็นจริง เห็นถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยง (จารุพรรณ กุลดิลก 2549 ; วิจักขณ์ พานิช, 2549 ; วิธาน ฐานะวุทฒ์, 2549 )
การนำจิตตปัญญาศึกษามาจัดการศึกษา
สามารถนำมาบูรณาการกับเนื้อหา
ในหลักสูตรที่มีอยู่แล้ว
หรือพัฒนาเป็นหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาและสามารถใช้จิตตปัญญาศึกษาได้กับทุกระดับของการศึกษา
(Hart, 2004) จึงเป็นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาทุกแห่ง
โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างความงอกงามทางปัญญาผ่านกระบวนการผลิตกำลังคนระดับสูงที่จะสร้าง
“สังคมอุดมปัญญา” ให้เกิดขึ้น
(สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน), 2549
ในการเรียนการสอนตามแนวจิตตปัญญาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ทำการสอนในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาในปัจจุบัน
มีการดำเนินการอยู่ในสองสถาบัน คือ
สถาบันอาศรมศิลป์และศูนย์จิตตปัญญาศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งมีในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพบริบท
สังคมและวัฒนธรรม ที่มีการผสมผสาน
ระหว่างความทันสมัยและความเชื่อดั้งเดิมตามหลักศาสนา
จากความเป็นยุตโลกาภิวัตน์ ที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรม
ความหลากหลายของแนวคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผู้คน
จึงได้เปิดพื้นที่ให้กับแนวคิด
แนวปฏิบัติที่มิใช่เฉพาะทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึงกิจกรรมต่างๆ
ที่สามารถนาผู้เรียนให้เข้าถึงเป้าหมายของจิตตปัญญาศึกษา
เพื่อให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
และให้เกิดในกระบวนการได้อย่างหลากหลาย อาทิ การใช้ศิลปะ
การเรียนรู้ผ่านละคร กิจกรรมจิตอาสา เป็นต้น
กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการฝึกฝนเพื่อการพัฒนา ความตระหนักรู้ (awareness) ในตัวผู้เรียน และยังฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักใคร่ครวญ (contemplate)
จนเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง
และยังทำให้เปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ต่อโลกและชีวิต
ในกิจกรรมมีความหมากหลายทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตนเองนำไปฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
กิจจกรรมที่นำมาเสนอนี้สามารถสะกดผู้ฟัง ให้สามรถนิ่ง เงียบ สงบ
ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
หลักจิตตปัญญา 7 ประการ ที่เรียกขื่อย่อว่า 7 C มีรายละเอียด ดังนี้
- หลักการพิจารณาอย่างใคร่ครวญ (Contemplation) คือ
การเข้าสู่สภาวะจิต
ที่เหสชมาะสมต่อการเรียนรู้ และนำจิตดังกล่าวไปใช้งานอย่างใคร่ครวญในด้าน พุทธิปัญญา (Cognitive) และในด้านระหว่างบุคคล (Interpersonal) - หลักความรักความเมตตา (Compassion) คือ การส่งพลังออกโอบอุ้มดูแลกลุ่มของกระบวนกร และการจัดกระบวนการด้วยสิ่งแวดล้อมและบริบทที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้ (สัปปายะ)
- หลักการเชื่อมโยงสัมพันธ์ (Connection) คือ การช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมเชื่อมโยงประสบการณ์ในกระบวนการเข้ากับชีวิตได้ ทำให้กระบวนการเข้ามาสู่ภายใน (Internalization) บูรณาการสู่วิถีชีวิต และการเอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้ารับการอบรมร่วมกัน
- หลักการเผชิญหน้า (Confronting) คือ การเปิดใหผู้เข้ารับการอบรมออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง เพื่อเผชิญหน้ากับพื้นที่เสี่ยง เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ๆ และเข้าถึงข้อจำกัดทางศักยภาพของตนเองต่อการเรียนรู้และพัฒนา
- หลักความต่อเนื่อง (Continuity) คือ การสร้าวความไหลลื่นของกระบวนการ อันช่วยให้เกิดการพลวัตของการเรียนรู้ เพื่อช่วยเอให้ศักยภาพของการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการอบรมได้ปลดปล่อยและสามารถทำงานเพื่อบ่มเพาะและพัฒนา
- หลักความมุ่งมั่น (Commitment) คือ การเอื้อให้ผู้รับการอบรมสามารถนำเอากระบวนการกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่องหลังการอบรม และนำไปสู่การเรียนรู้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
- หลักชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community) คือ
ความรู้สึกเป็นชุมชนร่วมกันของผู้เข้ารีบการอบรมรวทั้งกระบวนกรที่เกื้อหนุนให้เกิดการเรียนรู้
และเปลี่ยนแปลงภายในของแต่ละคน
รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
และเชื่อโยงกับชีวิตจริง (เอกสารประการอบรม
“เทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน”
ศูนย์พัฒนาวิชาชีพครู
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ หน้า 4)
สิ่งที่ผู้สอนคำนึงถึงในในกิจกรรมนอกจากความหมากหลายแล้ว
ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญและได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตได้จริง
มิใช่เป็นเพียงแค่กิจกรรมในชั้นเรียนเท่านั้น และ
การเรียนรู้มิติหรือโลกด้านใน คือ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด
มุมมองต่อชีวิตและโลกของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจ
อย่างใคร่ครวญ ส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติ
และการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา
มีความรัก
ความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติโดยเชื่อมโยงสัมพันธ์และสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา
ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเองเป็นสำคัญเป็นกิจกรรมที่สามารถบูรณาการในกิจกรรมการเรียนการสอนได้
ทุกวิชา
จิตตปัญญาศึกษา
จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้จากภายในทำให้ได้มาซึ่งความรู้
จากประสบการณ์และกระบวนการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง
ให้ตระหนักเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เรียนรู้ที่จะรัก
เรียนรู้ในการเข้าถึงความจริง
เรียนรู้ที่จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดมากขึ้น
นำไปสู่ความตั้งใจที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น
ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณลักษณะภายในที่ถาวรของผู้เรียน
ซึ่งจิตตปัญญาศึกษามีกระบวนการได้มา ความรู้ 3 ลักษณะคือ
การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) การน้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญ
(contemplation)
และการเฝ้ามองเห็นตามที่เป็นจริง (วิจักขณ์ พานิช, 2549: Hladis, 2005 : Berliner, 2005) เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาภายในบุคคล ซึ่งสัมพันธ์กับวิธีทาให้เกิดปัญญา 3 วิธี (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), 2543) คือ วิธีที่ 1 ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียนหรือถ่ายทอดต่อกันมา
วิธีที่ 2 ปัญญาเกิดจากการคิดการพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง วิธีที่
3 ปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติฝึกหัดอบรม
โดยการได้ความรู้ได้มาโดยผ่านความเงียบ (silence)
การมองเข้าไปภายใน (looking inward) การไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง
(pondering deeply) และการเฝ้ามองเนื้อหาภายในจิตสานึกของเรา
(consciousness) กระบวนการเรียนรู้
จึงใช้ทั้งกระบวนการคิดวิเคราะห์ ความเป็นเหตุ
เป็นผลกระบวนการหยั่งรู้และอารมณ์
สำหรับคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่ผลิตครูให้มีความรู้
มีจรรยาบรรณความเป็นครู การหล่อหลอมให้บุคคล
มีจิตวิญญาณความเป็นครูต้องอาศัยกระบวนการสร้างให้เกิดความเคารพในคุณค่า
ศักดิ์ศรีของตนเองและผู้อื่น เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์
เห็นคุณค่าการเรียนรู้ด้านในจิตใจ เรียนรู้ที่จะรัก
เรียนรู้ที่จะให้ด้วยหัวใจ ด้วยความตั้งใจ
การจัดการศึกษาต้องตระหนักเห็นความสำคัญของการสร้างเยาวชนให้มีความสมดุลระหว่างกาย
ใจ สมองและสมดุลระหว่างการเรียนรู้ความจริง ความดี และความงาม
โดยใช้แนวทางจิตตปัญญาศึกบูรณาการในรายวิชาของทุกระดับชั้นการศึกษาให้เป็นรูปธรรม
โดยนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่กำหนดเป็นตัวชี้วัดในการเรียนการสอน
อาจารย์ผู้สอนควรศึกษาหลักการ
ปรัชญาของจิตตปัญญาศึกษาอย่างถ่องแท้เพื่อให้สามารถสร้างกิจกรรม
เครื่องมือในการเรียนรู้ภายในตนเอง
หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้แนวคิดด้านจิตตปัญญาและ
การนำไปใช้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสามารถนำมาเสวนา
การอบรมปฏิบัติการเป็นกระบวนการ
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1.
เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียน
การสอน บูรณาการในการเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้
ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
2.
เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน
ด้วยชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน
บูรณาการในการเรียนการสอน
ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา
ชั้นปีที่ 3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
3.
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่
3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร หลังได้รับการสอน
ชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน
บูรณาการในการเรียนการสอน
ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา
ชั้นปีที่ 3
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
ขอบเขตการศึกษา
ขอบเขตการศึกษาครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการทาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่
นักศึกษาครูโปรแกรมสังคมศึกษา
ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน
คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย
ชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา หมายถึง ชุดกิจกรรมชุด เทคนิคการใช้จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน นำมาบูรณาการในเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาครูโปรแกรมวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน โดยการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 – 6 สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 18 ชั่วโมง
จิตตปัญญาศึกษา หมายถึง เป็นการศึกษาที่เน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาความตระหนักรู้และการเรียนรู้ โลกด้านใน เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ มุมมองต่อชีวิต และโลก ของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ปฏิบัติ เชื่อมโยงถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและมีปัญญา มีความรักความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
บูรณาการ หมายถึง การใช้กิจกรรมการเรียนการสอน เป็นวิธีการสอนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และสอดคล้องกับเนื้อหาวิชาการจัดการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงสัมพันธ์และสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
วิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ หมายถึง รายวิชาที่เปิดสอนให้นักศึกษาครูชั้นปีที่ 3
ทุกโปรแกรมวิชา ในคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2554
นักศึกษาครู หมายถึง นักศึกษาภาคปกติ โปรแกรมสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 คณะ ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรจำนวน 44 คน
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
- ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
โดยการใช้ชุดกิจกรรมเทคนิคการใช้
จิตตปัญญาศึกษาในการจัดการเรียนการสอน บูรณาการในการเรียนการสอน ในรายวิชาการจัดการเรียนรู้ - ได้แนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาอื่น
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษา
บูรณาการในกิจกรรม
การเรียนการสอน รายวิชาการจัดการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครู
ผู้วิจัยได้ศึกษา
แนวคิดทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้องดังนี้
- จิตตปัญญาศึกษา
- การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน
- ชุดกิจกรรม
- งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ประเวศ วะสี (2552) และจิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร (2550) มีแนวคิดเกี่ยวกับ เรื่องจิตตปัญญาศึกษาที่สอดคล้องกันว่า จิตตปัญญาศึกษา คือ การศึกษามุ่งพัฒนาจากภายใน ทำให้เข้าใจด้านในของตัวเอง รู้ตัว เข้าถึงความจริง เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ โดยความรู้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ การฝึกปฏิบัติผ่านการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆที่ผู้เรียนสนใจจนสามารถเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เกิดความรักความเมตตาทำให้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโลกและผู้อื่น เกิดความเป็นอิสระ ความสุข ปัญญา และความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง หรือ เกิดความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยเน้นการศึกษาจากการปฏิบัติ เช่น จากการทำงานศิลปะ โยคะ ความเป็นชุมชน การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม สุนทรียสนทนา การเรียนรู้จากธรรมชาติ และจิตตภาวนา เป็นต้น
จุมพล พูลพัชรชีวิน (2552) ได้ให้ความหมายของ จิตตปัญญาศึกษาว่า เป็นการศึกษาที่เน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาความตระหนักรู้และการเรียนรู้มิติ/โลกด้านใน(อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อ ทัศนะ/มุมมองต่อชีวิตและโลก) ของตนเอง ให้คุณค่าในเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ซึ่งหมายถึงการสังเกตอย่างมีสติต่อการเปลี่ยนแปลงภายในของตนเองที่เกิดขึ้นจากการเผชิญกับผู้อื่นและโลกภายนอก ผ่านกระบวนการ/วิธีการและกิจกรรมที่หลากหลาย (การนิ่งสงบอยู่กับตนเอง/การเจริญสติ ภาวนา self and group reflection, dialogue, deep listening, journaling, กิจกรรมอาสาสมัคร/บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ศิลปะ ดนตรี โยคะ นิเวศน์ภาวนา...ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา) มีเป้าหมายก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Fundamental) อย่างลึกซึ้ง(Profound) ทางความคิดและจิตสำนึกใหม่เกี่ยวกับตนเองและโลก ส่งผลต่อการประพฤติปฏิบัติและการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและปัญญา มีความรักความเมตตาต่อตนเองและสรรพสิ่งทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล(2552)ได้นำเสนอเกี่ยวกับ จิตตปัญญาศึกษา ว่า จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) มีรากฐานจากแนวคิดเรื่องไตรยางค์แห่งการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เพื่อการทำเป็น คือเอาวิถีชีวิตร่วมกันเป็นตัวตั้ง ไม่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง 2) การเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อการคิดเป็น คือใช้เหตุผลวิเคราะห์สังเคราะห์ให้สิ่งที่รับรู้กลายเป็นความรู้ที่คมชัดลึกยิ่งขึ้น และ 3) การเรียนรู้ด้วยจิตตปัญญาศึกษา เพื่อความรู้แจ้ง คือการศึกษาจากการดูจิตของตนเองแล้วเกิดปัญญา โดยมีเป้าหมายหลักให้ผู้เรียน ตื่นรู้ เกิดจิตสำนึกใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง เปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในองค์กร ทำให้คนในองค์กรและชุมชนเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของกันและกันอย่างลึกซึ้ง จนเชื่อมประสานเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทางสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติอย่างแท้จริง และจิตตปัญญาศึกษาเน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ประกอบด้วย
1. กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เช่น การภาวนารูปแบบต่างๆ นิเวศภาวนา จิตตศิลป์
2. สร้างทักษะการปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์และการอยู่ร่วมกันของกลุ่มกัลยาณมิตร เช่น การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงร่วม กระบวนการนพลักษณ์เพื่อการพัฒนาตน กระบวนการสุนทรียสนทนา กระบวนการงาน พลังกลุ่ม และความสุข
3. ยกระดับทางวัฒนธรรมและทางการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง