เมื่อใดเราเกิดปัญญาเมื่อนั้นความสว่างจะปรากฏขึ้นใน "ชีวิต" นี่แหละคือ "ธรรมะวิจัย"

ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเรานั้น นำมาซึ่งความมืดมัวอย่างมากในชีวิตแห่งการงาน ซึ่งการงานในที่นี้ข้าพเจ้าถือว่าปรากฏอยู่ในทุกขณะจิต ทุกขณะจิตนั้นคือ การงาน อันไม่ได้ขีดวงคับแคบเพียงแค่ว่า "เป็นการงานเพื่อการประกอบอาชีพเท่านั้น หากแต่เป็นการงานทุกลมหายใจเข้าและออก"

...

กระบวนการวิจัยนั้นเกิดขึ้นได้อยู่ตลอด

  • มีปัญหา ค้นหาสาเหตุแห่งปัญหานั้น
  • ศึกษาดูว่ามีแนวคิด หลักการหรือใครแก้ไขปัญหานั้นอย่างไรบ้าง
  • เราลองมาแก้ไขด้วยแนวทางของเราดูว่าจะให้ผลออกมาอย่างไร
  • พอทำแล้วประเมินดู...หากแก้ไขถูก ปัญหานั้นจะคลี่คลายและเบาบางลง หากยังหนาแน่นทึบอยู่นั้นก็ต้องย้อนกลับไปศึกษาใหม่ ซึ่งเทคนิคที่ข้าพเจ้าใช้บ่อยๆ ก็คือ การย้อนกลับไปสู่การทบทวนวรรณกรรมใหม่ ... ค้นคว้าใหม่ จากนั้นก็มาวัดผลใหม่
  • ใจก็เบาโล่งออกจากความหนาทึบนั้น...คล้ายเปิดสวิตช์ไฟแล้วความสว่างก็เข้ามาแทนที่ ปัญหาคลี่คลายกระจ่างด้วยคำตอบที่สอดรับปัญหา...

คิดๆ ไปแล้วก็ขำ...

สติ+ปัญญาทำให้เราเข้าสู่กระบวนการวิจัยได้เร็วและครบถ้วยกระบวนความ

และเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว หากเราเข้าใจในหัวใจหรือหลักการวิจัยแล้ว เราจะพบว่า "วิจัย" เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องที่นำมาสู่คำตอบแห่งการพ้นทุกข์ ซึ่งทุกข์ก็คือ ปัญหานั่นเอง

ที่เรายุ่งยากใจเพราะเราขาดการทบทวนวรรณกรรม ...ขาดทักษะการอ่านอย่างใคร่ครวญ หรือแบบเอาความ อ่านไปด้วยคิดไปด้วย มองใจมองตน มองกระบวนการคิดความเข้าใจในตนเองไปพร้อมๆ กัน...

อีกอย่างคือ...ทักษะในการสืบสาวราวเรื่อง ที่นำไปสู่ต้นตอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามาสืบสาวราวเรื่องไปสู่ต้นตอ เราจะออกแบบการวิจัยไม่ได้เลย ...จะเป็นเพียงแค่การออกแบบการวิจัยแบบลอกๆ กันมา...เท่านั้นเอง

การสืบเสาะไปสู่ต้นตอเรื่อง...นำมาซึ่งทราบสาเหตุที่แท้ของการเกิดปัญหา

จากนั้นก็เริ่มต้นทดลองแก้ไขปัญหานั้นดู พร้อมกันนั้นก็ต้องวัดผลดูว่าได้ผลออกมาดีมากน้อยอย่างไร หากได้ผลดีเต็มที่ก็หยุดวิจัย หากยังได้ผลไม่เต็มที่ก็ศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อ...

มันก็เท่านั้น...สำหรับชีวิตที่เกิดมา

การเกิดนี้ต้องบ่มเพาะและฝึกฝนทางปัญญา ให้ผ่านกระบวนการอันเป็นระบบ

ไม่งั้น "ชีวิตมันจะยุ่งเหยิง"

...

๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔