กิจวัตรประจำวันหลังจากที่ไม่ต้องไปเลี้ยงควายก็คือ "งานบ้าน" นางจะปัดกวาด เช็ดถูโดยไม่ต้องมีใครบอก ถูบ้านเสร็จก็ลงไปกวาดใต้ถุนซึ่งแบ่งครึ่งเป็นคอกควายและที่สำหรับนั่งเล่น มีแคร่ไม้ไผ่และกี่กระตุกที่แม่นั่งเป็นประจำ ทำงานเสร็จนางก็จะมานั่งดูแม่ทอผ้า ที่บ้านเราเรียกว่า "ต่ำหูก" แม่จะชำเลืองดูนางเป็นระยะๆ เพราะอาการเหม่อลอยและนั่งแกว่งเท้าไป-มา โดยไม่พูดไม่จา คงทำให้แม่สงสัยว่านางคิดอะไรอยู่ แม่พยายามชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่นางได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง เพราะไม่ได้ตั้งใจฟัง

 

         พอดีพี่จันลูกสาวคุณลุงอินหาบขนมมาขาย ความคิดของนางก็วาบขึ้นมาทันที

 

      " ใช่แล้ว ต้องทำขนมขาย "

 

       เพราะค้าขายเป็นอาชีพหนึ่งที่นางชอบ นางตัดสินใจที่จะทำขนมขายแต่ไม่มีทุน จึงไปคุยกับเต๊าะเพื่อนที่เค๊าเปิดร้านขายของชำอยู่ก่อนแล้ว และเป็นร้านเดียวในหมู่บ้านด้วย

 

               เต๊าะมีเงินจึงเป็นผู้ " ลงทุน" แต่นางมี " แรง " จึงเป็นคน "ลงแรง"

 

        การทำขนมไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นความท้าทายมากกว่าว่าจะขายได้หรือไม่ นางได้วิชาทำขนมมาจากบ้านคุณครูภพหลายอย่างจึงทำได้อย่างคล่องแคล่วแล้วก็ "อร่อย "ด้วย  

 

          นางกับเพื่อนจะทำขนมแต่เช้ามืด ทำเสร็จก็จะใส่ตะกร้าหาบขายตามบ้าน ปรากฎว่าขายหมดทุกวัน นางเริ่มสนุกกับอาชีพใหม่  เพราะทำให้สนิทสนมกับเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะรถโดยสารประจำหมู่บ้านซึ่งมีทั้งรถบ้านอื่นที่อยู่ใกล้ๆหมู่บ้านของเราด้วย ตอนนี้มีอยู่ 3 คัน พอรถผ่านหน้าบ้านก็จะบีบแตรและตะโกนถาม 

 

        " นางไปเที่ยวบ่ "  นางก็จะขานรับทันที 

 " ไป "

 

         ครั้งแรกที่ขออนุญาตแม่ ก็ถูกคัดค้าน 

         " สิไปเฮ็ดหยังลูก"

 

             นางก็จะบอกว่า

     " อิหล่าอยากไปเที่ยว อยู้บ้านซือๆมันเบื่อ"

 

 

         พอตื๊อมากๆแม่ก็อนุญาตแล้วนางก็จะเรียกแก้วและเนียงไปด้วย เพราะเราเป็นแฝดสามต้องไปด้วยกัน ส่วนเต๊าะไปไม่ได้เพราะต้องขายของที่บ้านต่อ

 

        พอขึ้นรถพวกเราก็ไม่นั่งเหมือนผู้โดยสารทั่วไป แต่จะยืนเกาะท้ายรถทำตัวเป็นกระเป๋ารถเมล์ เชิญชวนผู้โดยสารอื่นๆขึ้นรถไปตลอดทาง ชาวบ้านก็จะหัวเราะชอบใจ  พวกเราอาสาเป็นกระเป๋ารถจึงไม่ต้องจ่ายค่าโดยสาร ไม่ว่าจะไปขายปอ ขายมันสำปะหลังต่างอำเภอพวกเราก็ไปด้วย เพราะนางชอบนั่งรถชมธรรมชาติข้างทาง ชอบดูต้นไม้  วัว ควาย ไปเรื่อยเปื่อย

 

       ตกเย็นหลังจากเสร็จภารกิจแล้วก็ได้เวลาสันทนาการโดยการเดินเล่นตั้งแต่หัวบ้านถึงท้ายบ้าน ที่หมู่บ้านของเราจะแบ่งเป็น 2 คุ้ม คือคุ้มใหญ่กับคุ้มน้อย มีวัดตั้งอยู่ตรงกลางใช้ประกอบพิธีทางศาสนาร่วมกัน พวกเราอยู่คุ้มน้อยตอนนั้นไม่มีร้านขายอาหารเลย มีร้านขายของชำอยู่ร้านเดียวคือร้านของเต๊าะ แต่ที่คุ้มใหญ่มีร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ 1 ร้าน ห่างจากบ้านเราประมาณ 1กม.พวกเราจะไปบ่อย เพราะแม่ค้าอัธยาศัยดี พอเดินผ่านวัด เจ้าอาวาสซึ่งเป็นน้าของแก้วก็จะเรียก ให้แวะที่กุฏิเพื่อให้เงินค่าก๋วยเตี๋ยว เวลามีงานบุญในช่วงเทศกาลต่างๆพวกเราก็จะแวะขอเงินจากหลวงน้าเป็นประจำ บางวันสามเณรทำข้าวเหนียวเปียก เพราะที่วัดมีมะพร้าวเยอะ และข้าวก้นบาตรก็เหลือเยอะด้วย ก็จะเรียกพวกเราไปกิน

 

     เรียกได้ว่า ช่วงนี้ " กินฟรี" และ "เที่ยวฟรี" ทั้งสามสหายเป็นที่เอ็นดูของคนทั้งหมู่บ้านเลยทีเดียว 

 

       แต่ชีวิตไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นทุกเวลาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเสมอ  และแล้วความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกับชีวิตของนางอีกครั้ง.