เช้านี้ ขณะที่ผมกำลังจัดเตรียมเอกสารใส่กระเป๋า พร้อมกับฟังข่าวทางสถานีโทรทัศน์ ข่าวหนึ่งทำให้ผมต้องหันไปดูผู้กำลังรายงานข่าวทางโทรทัศน์ กรณี อดีตครูพละกับเด็กสาวต่างวัยผูกคอตาย ความคิดนี้ค้างมาระหว่างที่ปั่นจักรยานจนถึงห้องทำงาน จึงเปิดดูข่าวทางอินเตอร์เน็ต พอสรุปได้ว่า (เราไม่อาจรู้ความเป็นจริงของเรื่องราวได้ตราบเท่าที่เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง หรือแม้แต่อยู่ในเหตุการณ์จริงแต่เราไม่ใช่ชีวิตของอดีตครูพละและเด็กสาวผู้เสียชีวิต ดังนั้น เรื่องที่สรุปนี้เป็นการสรุปตามการเสนอบนหน้าหนังสือพิมพ์)

เรื่องราว

   อดีตครูพละวัย ๕๘ ปี ถูกแจ้งข้อหาข่มขืน ทำอนาจารและลักพาตัวเด็กหญิงอายุ ๑๕ ปี หลบหนีคดีหมายศาลจังหวัดลำปาง ไปพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี และถูกตามจับได้เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา 

   วันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวอดีตครูพละเข้าสู่จังหวัดลำปางเพื่อไปคุมขังไว้ที่ สภ.สบปราบ แต่เห็นว่าบรรดาญาติของเด็กสาวมารอจำนวนมาก ด้วยเกรงการถูกรุมประชาทัณฑ์ จึงนำตัวไปฝากขังที่ สภ.เถิน แทน ฝ่ายเด็กสาวถูกรับกลับตัวมาอยู่บ้านที่สบปราบ

   วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบห้องขังพบว่า อดีตครูพละผูกคอตายภายในห้องขัง

   วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นวันกำหนดการฌาปนกิจศพอดีตครูพละ

   วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๔ เวลา ๑๒.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่า เด็กสาวผูกคอตายภายในบ้านของตนเอง

   ตามข่าวเสนอว่า พบรูปถ่ายคู่ระหว่างอดีตครูพละและเด็กสาววางซ่อนไว้ใต้หมอนของเด็กสาวผู้ตาย ข้างหลังภาพเขียนว่า "รู้เปล่าว่าฉันหึงหวงเธอ เธอคือผู้ที่ให้กำลังใจแก่ฉันเสมอมา อดีตสามีเก่า รักเธอที่สุด แดงที่รัก"

บันทึกความคิด (โปรดใช้วิจารณญาณหากอ่านความคิดเสมือนนิยายนี้)

   เป็นความจริงที่คนทั้งสองได้เสียชีวิตลงแล้ว การสิ้นลมของคนทั้งสองเกิดจากเชือกรัดคอ คนทั้งสองรัดคอตัวเองหรือ ทำให้นึกถึงตำนานรักสะพานสารสินเหลือเกิน แต่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกันกับสะพานรักสารสิน เพราะถ้าเราได้อ่านตำนานรักสะพานสารสิน เราแทบจะน้ำตาไหล หากเราคือคนทั้งสองที่ตัดสินใจผูกคอตายด้วยผ้าขาวม้าผืนเดียวกัน กระโดดจากสะพานปลิดชีวิตตัวเองจากโลกอันโหดร้ายใบนี้ ปัจจุบัน ยังมีความเชื่อว่าทั้งสองยังครองรักกันที่สะพานแห่งนั้น หากใครกลั้นหายใจตั้งแต่คอสะพานไปจนสุดปลายสะพาน และอธิษฐานแล้วจะประสบความสำเร็จ อนึ่ง ในเรื่องนี้ "ผ้าขาวม้า" คือสัญลักษณ์แทนสิ่งใด

   กรณี เด็กสาวและอดีตครูพละ หากเราตัดความคิดแบบนี้ออกทิ้งไปคือ (ก) เวลาของจุดเริ่มต้นบนโลกใบนี้ (ข) สังคมรอบข้างของทั้งคู่ นั่นย่อมหมายถึง ไม่มีความเป็นคู่ของทั้งสอง การที่วิญญาณทาบวิญญาณเป็นอันเดียวกัน จึงเป็นหนึ่งเดียว เราเคยคิดหรือไม่ว่า เราอายุมากแล้ว ถ้าคิดว่าอายุมากแล้ว อะไรบ้างที่เราทำได้และทำไม่ได้ ที่ผ่านมาเราทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ แต่วันนี้ทำไมเราจึงทำไม่ได้ เราเคยคิดหรือไม่ว่าเรายังเป็นเด็ก เราไม่อาจทำอย่างที่คนซึ่งเรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่ทำได้ บนพื้นที่ของการไม่มีเวลาและไม่มีสังคม เราจึงเป็นอันเดียวกัน ความถูก-ผิดไม่มี มีแต่สิ่งที่ควรทำอย่างที่ใจปรารถนา

   แต่เมื่อมี (ก) เวลาของจุดเริ่มต้นบนโลกใบนี้ คนที่เริ่มต้นเวลาก่อน ย่อมมีอายุมากกว่า และมีโอกาสที่จะไปจากโลกไปนี้ก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่มีอายุอ่อนกว่าจะไม่มีโอกาสไปก่อนผู้มีอายุมากกว่า อย่างไรก็ตาม เวลาของจุดเริ่มต้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของจารีตแห่งสังคม เพราะโดยแท้จริงเวลาไม่ได้มีอยู่จริง มีแต่การเปลี่ยนผ่านจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งเท่านั้น สำหรับ (ข) สังคมรอบข้างของทั้งคู่ หากเราคือสังคม เราจะให้สิทธิ์ในการตัดสินใจแก่ทั้งคู่อย่างไร แต่ถ้าไม่มีทั้งคู่ หมายถึงมีหนึ่งเดียว เราจะมองในฐานะหนึ่งเดียวคือทั้งคู่ เบื้องต้นอาจคิดสัญลักษณ์ได้ดังนี้

   ก. พื้นความคิดที่ว่ามี A B และ C โดยที่ A และ B ถูกมองจาก C ซึ่งรายล้อมรอบ A และ B 

   ข. พื้นความคิดที่ว่า เมื่อ A และ B ทาบตัวเป็นอันเดียวกัน ในที่นี้ จะใช้สัญลักษณ์ D แทน นั่นหมายความว่า ถ้ามีระหว่าง D และ C โดยที่ C รายล้อมรอบ D 

   ค. พื้นความคิดที่ว่า เมื่อ D และ C คืออันเดียวกัน โดยใช้ สัญลักษณ์ E แทน

   ง. พื้นความคิดที่ว่า ไม่มีอื่นใด นอกจาก D

   จ. พื้นความคิดที่ว่า ไม่มีแม้แต่ D

ใน ก. เมื่อ C ตัวแทนแทนพลังรวม C เห็นว่า A และ B ไม่อาจรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ เพราะ A และ B มีคุณสมบัติที่ต่างกัน ความต่างกันนั้นอาศัยข้อวินิจฉัยของ C ประการหนึ่ง ระหว่าง A และ B มีความคิดแตกต่างกัน โดย A มองว่า ไม่อาจรวมกันได้กับ B โดยพลัง C จำนวนหนึ่งสนับสนุน A ดังนั้น A จึงไม่รวมกับ B การไม่รวมกันนี้ส่วนหนึ่งอาศัยพลังของ C ในทำนองเดียวกันกับ B ที่มองว่า ไม่อาจรวมกันได้กับ A นี้ประการหนึ่ง ระหว่าง A และ B มีความคิดเหมือนกัน โดย B มองว่า อาจรวมกันได้กับ A โดยมีพลัง C จำนวนหนึ่ีงสนับสนุน B ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือ A และ B จะรวมกันเป็นหนึ่งได้หรือไม่ได้ ขึ้นกับ C นั่นหมายความว่า ไม่ว่า A และ B จะอย่างไร A และ B ต้องขึ้นกับเงื่อนไข C ดังนั้น ใน ก. จะพบคำตอบว่า A และ B จะสิ้นอัตภาวะ

ใน ข. จะพบคำตอบว่า  เมื่อมี C อัตภาพแห่ง D จะไม่มี

ใน ค. จะพบคำตอบว่า E มีพลัง

ใน ง. จะพบคำตอบว่า D มีพลังไม่มีสิ่งใดเทียบ แต่ถ้าเทียบกับ E แล้ว พลังแห่ง D ด้อยกว่า

ใน จ. จะพบคำตอบว่า "ว่าง" 

   ผมขอออกจากโลกของความคิดกับสัญลักษณ์มาดูปรากฎการณ์ทางสังคม จากหัวข้อข่าว มีความคิดหลายอย่างเกิดขึ้นกับผม อันที่จริงคือเราไม่อาจรู้เรื่องราวที่เป็นจริงของทั้งสอง จึงได้แต่มานั่งจินตนาการแทน อย่างไรก็ตาม หากคนทั้งสองจะรักกัน (ถ้ารักกันจริงโดยปราศจาคเล่ห์) ความรักความปรารถนาดีต่อกัน ไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือ จริงๆแล้ว เมื่อพิจารณาโดยลึก ความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีจริง (โปรดใช้วิจารณญาณ) อะไรถูก อะไรผิด ไม่อยากจะคิดว่าผิดและถูกเป็นเพียงสัญลักษณ์สมมติแทนความรู้สึกว่าใช่หรือไม่ใช่ในพื้นที่ของกาลเวลาซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อจำกัดทางความคิดของสังคม ดีหรือไม่ดี เราเชื่อมั่นหรือไม่ว่า เราเป็นคนดี เกณฑ์อะไรไปตัดสินว่าเราเป็นคนดี และคนอื่นเป็นคนไม่ดี เกณฑ์ดังกล่าวยุติธรรมกับทุกคนหรือไม่ ทุกชีวิตบนโลกนี้ผ่านประสบการณ์อันเดียวกันโดยสมบูรณ์หรือไม่ ในเหตุการณ์ ใครคือผู้เสียหาย อดีตครูพละ เด็กหญิงวัย ๑๕ ปี ผู้ปกครองและสังคมรอบตัวของทั้งสองฝ่าย ที่แน่ๆ ทั้งสองเดินทางออกจากกรอบของโลกใบนี้แล้ว "ใครคือฆาตกร" 

.........เห้อ..เหนื่อยจัง คิดเป็นตุเป็นตะไร้สาระ....

ขออภัยสำหรับผู้จากไป เพียงเพื่อเป็นข้อคิดทางสังคม ขอให้ไปสู่สุคติ "เธอคือผู้ให้กำลังใจฉันเสมอมา" 

ขอบคุณครับ