กราบสวัสดีค่ะครู
ช่วงนี้จัดการกับตารางชีวิตของตนเองไม่ได้ หากนำศีลห้ามาเทียบกับชีวิต ขาดกระจุย ความกรุ่นโกรธปะทุขึ้นมาวันละหลาย ๆ ครา ศีลข้อหนึ่งขาดเรียบ พอความโกรธปรากฏขึ้น แม้เวลางาน แม้มีหน้าที่ก็ไม่อยากทำแล้วก็ละเลย แต่เงินเดือนก็ยังรับเหมือนเดิมศีลข้อสองก็เรียบร้อย ข้อสามโชคดีนิดหน่อยที่ยังโสด และไม่เป็นที่ดึงดูด แต่ข้างในมันก็ยังปรากฏความดีดดิ้นสงสัย ข้อสี่รุนแรงที่สุดค่ะงานไม่เสร็จ บันทึกไม่เขียน วิ่งตามงานกับประชุมพะงาบๆ ไม่ช่วยเพื่อนก็รู้สึกว่าละเลย ไปช่วยก็ไม่รู้จะช่วยยังไงดี ที่สืบเนื่องน่าห่วงนักคือ “วาจาส่อเสียด เวลาขุ่นมัวหรือไม่พอใจ ใส่เป็นชุดๆ” ข้อสี่แทบไม่เหลือดี ข้อห้าเหล้าไม่ดื่มแต่ขาดสติมากมาย รับรู้กับตนเองว่า “ไม่เหมาะกับที่นี่ ไม่เหมาะกับวิถีชีวิตแบบนี้ เมื่อใจไม่เอา แต่ใจไม่แกร่งพอที่จะก้าวออกก็เลยเหมือนลูกกุญแจที่สวมแม่กุญแจได้แต่เปิดไม่ออก
ทุกข์เพราะใจลังเลค่ะครู ความกลัวมันเกาะกินใจ วิถีทุกวันนี้ ใจมีแต่วิ่งไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง แทบไม่มีขณะในที่ใจตื่นรู้กับปัจจุบัน กลายป็นคนกลัวปัจจุบัน กลัวความจริง ที่มันปรากฏให้เห็นว่า “ทุกข์มากอยู่ตรงหน้า” ติ๋วหนีอะไรอยู่ค่ะครู หนีทั้งๆที่เผชิญหน้า รับรู้กับตนเองเช่นนี้ ปากบอกรักครู เคารพครู แต่พฤติกรรมที่ทำอยู่ยังห่าง
เช่นนี้ใช่ไหมค่ะที่ครูเคยบอกว่า “เมื่อไหร่ที่ศีลด่างพร้อย จิตใจก็จะคอยไหลไปแต่ทางลบ”
พยายามบอกตนเองว่า “ตื่นขึ้นมาหายใจซิ” มันไม่อยากแม้เพียงดำรงอยู่กับลมหายใจ มันคอยแต่บอกว่า “ฉันทุกข์ เพราะคน ๆ นั้นแหละทำให้ฉันทุกข์ เพราะเหตุการณ์นี้แหละถึงทำให้ฉันทุกข์” เมื่อเจอสภาวะขี้ท่วมหัว แทนที่จะเขี่ยออกล้างออกเปล่าเลย กลับมีแต่โกยเข้ามาใส่ จะหยุดแล้วน้อมนำเอาปัญญามาใช้ก็ไม่ปรากฏในจิต อยากนั่งลงเขียนงานที่ค้างทั้งหมดส่งครูแต่มันก็แผ่วเหลือเกินกับเรี่ยวแรงที่มี ใจระลึกถึงที่หลวงปู่เมตตาสอนสั่ง “ให้อดทน ศรัทธาที่มันพร่องก็ให้เติม เพียรเอา ให้มันมีสติ ให้เป็นสมาธิ จึงจะมีปัญญา” ทำเอาเพียรเอา งานหน่ะก็ทำไปตามหน้าที่ ไปตามโลกเขา แต่ที่ต้องรักษาไว้คือ “ศีลธรรม” ทรัพย์นอก ๆ กะอย่ามัน ให้เพียรเอาทำเอา ให้มันได้อริยทรัพย์
พอทุกข์แล้วเหมือนจะทนไม่ได้ ใจก็ระลึกถึงหลวงปู่ และครู เส้นทางนี้ท่านเดินมาก่อน ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม อดทน

