สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Study casts wider net for risky blood pressure in kids' = "(การศึกษาวิจัย)พบเด็กๆ เสี่ยงความดันเลือดสูงเพิ่ม", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีอาการอะไร คนส่วนน้อยอาจปวดหัวบริเวณท้ายทอย โรคนี้เพิ่มเสี่ยงสโตรค (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต), หัวใจเสื่อม-หัวใจวาย, ไตเสื่อม-ไตวาย
.
การตรวจหาความดันเลือดสูงเป็นประจำ มีส่วนช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่แรก ซึ่งถ้าดูแล (ปรับเปลี่ยน lifestyle (ไลฟ์สไตล์ = แบบแผนในการใช้ชีวิต เช่น นอนให้พอ ลดเกลือ-ลดเค็ม ออกแรง-ออกกำลัง ฯลฯ) และรักษาต่อเนื่องได้ จะทำให้ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน (สมอง-หัวใจ-ไต) ลดลง
.
การดูแลรักษาความดันเลือดสูงมีลักษณะคล้ายการ "ฉีดวัคซีน" คือ ช่วยป้องกันโรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดช้าลง หรือบรรเทาเบาบางลง (ยาที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นยากิน)
.
ชีวิตคนเรา... ถ้าทำอะไรแล้ว โอกาสหรือความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตลดลง, หัวใจเสื่อม-หัวใจวายลดลง, ไตเสื่อม-ไตวายลดลงได้... ก็คุ้มสุดๆ แล้ว
.
โรคนี้ไม่รักษาก็ได้ แต่จะมีสภาพคล้ายการตั้งระเบิดเวลาไว้ใน "หัว-หัวใจ-ไต" ของคนที่เป็นโรค ซึ่งไม่รู้แน่ว่า จะตูมตามขึ้นมาวันใด
.
การศึกษาใหม่พบว่า 1/4 ของหลอดเลือดของเด็กๆ ที่เป็นโรคความดันเลือดสูงมีความเสื่อมคล้ายคนที่อายุมาก หรือ "แก่เกินวัย" ชัดเจน
.
อ.ดร.คาเรน เรดวายน์ จากโรงพยาบาลเด็กอาร์คันซัส, ลิตเติล ร็อค, สหรัฐฯ, หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า เด็กๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เช่น อ้วนมาก ฯลฯ) มีโอกาสเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มเป็น 2-4 เท่าของเด็กทั่วไป
.
เด็กที่มีความดันเลือดสูงขึ้น แต่ยังไม่ครบเกณฑ์วินิจฉัยเป็นความดันเลือดสูง หรือมีความดันเลือดสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเรียกว่า "ภาวะก่อนความดันเลือดสูง" หรือ "ว่าที่ความดันเลือดสูง (prehypertension)"
ภาวะนี้ (คุณ "ก่อน-" หรือคุณ "ว่าที่-") เพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ และเพิ่มเสี่ยงที่จะมีความดันเลือดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเป็นโรคความดันเลือดสูงเต็มตัว
.
ปี 2004/2547 สถาบันโรคหัวใจ-ปอด-เลือด (NHLB) สหรัฐฯ นิยามภาวะก่อนความดันเลือดสูงว่า เป็นความดันเลือดในช่วงค่าบน (top) = 120-139 / ค่าล่าง (bottom) = 80-89 นั่นคือ
- ภาวะก่อนความดันเลือดสูง = 120-139/80-89
- โรคความดันเลือดสูง = 140/90 หรือสูงกว่านั้น
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า ความดันเลือด 140/90 เป็นค่าปกติ, จริงๆ คือ เป็นค่าที่ "ต้องรักษา" แล้ว
.
คนที่มีสุขภาพดีมาก เช่น นักกีฬา คนที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ คนที่ฝึกไทชิ-ชี่กง (เคลื่อนไหวพร้อมการหายใจช้าๆ), คนที่ฝึกกำหนดลมหายใจไม่เกิน 10 ครั้ง/นาที เป็นประจำ ฯลฯ มักจะมีชีพจรช้าลง และความดันเลือดต่ำกว่า 120/80
.
NHLBI แนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดเเกลือ ออกแรง-ออกกำลัง กินอาหารสุขภาพที่เรียกว่า "อาหารแดช (DASH)" หรืออาหารต้านความดันเลือดสูง
.
อาหารแดชได้แก่ อาหารเกลือต่ำ, หนักผักผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้), นมไขมันต่ำหรือนมไร้ไขมัน, ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังเติมรำ ฯลฯ อย่างน้อย 1/2 ของอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ข้าว-แป้ง-น้ำตาล), ลดโปรตีนจากสัตว์-ใช้โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่ว โปรตีนเกษตร ฯลฯ แทนประมาณ 1/2
.
ถ้าปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แล้ว ยังคุมความดันเลือดไม่ได้ หรือความดันเลือดสูงมากตั้งแต่ต้น มักจะต้องใช้ยาประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ยาขนาดต่ำ 2 ชนิดขึ้นไป จึงจะคุมความดันเลือดสูงได้ในระยะยาว
.
โรคความดันเลือดสูงเพิ่มเสี่ยงสโตรค (กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต) และโรคหัวใจ 2-3% แต่ถ้าเป็นโรคนี้ตั้งแต่เด็กน่าจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีช่วงเป็นโรคนานกว่าผู้ใหญ่
.
การศึกษานี้พบว่า เด็กนักเรียนวัยรุ่น 11 ใน 1,006 คน (1.09%) กลายเป็นโรคความดันเลือดสูงเต็มตัว = 1/200/ปี หรือถ้ามีนักเรียนวัยรุ่น 200 คน จะพบเป็นความดันเลือดสูงเพิ่ม 1 คน/ปี
.
เด็กที่เป็นภาวะก่อนความดันเลือดสูง มีโอกาสเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มเป็นเกือบ 3 เท่าของเด็กทั่วไป
.
การสำรวจในรัฐเท็กซัสพบว่า เด็กวัยรุ่นอเมริกัน 26% เป็นภาวะก่อนความดันเลือดสูง หรือมีความดันใน 120/80 ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 140/90
.
กลไกที่เป็นไปได้ คือ คนรุ่นใหม่กินอาหารมากขึ้น เพิ่มเสี่ยงน้ำหนักเกิน-อ้วน, นอนไม่พอ, กินเกลือมากขึ้น
.
อาหารสำเร็จรูป อาหารแห้ง อาหารจานด่วน และอาหารซื้อ เช่น แกงใส่ถุง ฯลฯ มักจะมีเกลือมากกว่าอาหารทำเองที่บ้าน หรืออาหารสด เช่น ผักสด ฯลฯ
.
ทุกวันนี้เครื่องวัดความดันเลือดอัตโนมัติที่ใช้ได้ดีมีราคาไม่แพง (ประมาณ 2,000 กว่าบาท), น่าจะทำการวัดเพื่อส่งเสริมสุขภาพได้
.
การวัดครั้งแรกควรวัด 2 แขน เพื่อตรวจหาว่า มีโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบหรือไม่ (ถ้ามีอาจพบความดันเลือดที่แขน 2 ข้างต่างกันเกิน10)
.
การวัดครั้งต่อไป ควรวัดแขนข้างที่ถนัด เนื่องจากมักจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า (ตามหลักฟิสิกส์ของปัวแซลล์พบว่า ความดันแปรตามรัศมียกกำลัง 4)
.
ถ้าวัดที่บ้าน... ควรนำตัวเลข 5 บวกเข้าไป เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การวัดที่บ้านตื่นเต้น หรือเครียดน้อยกว่าที่โรงพยาบาล
.
.
- Thank Reuters > SOURCE: bit.ly/qwbARr The Journal of Pediatrics, online August 25, 2011.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 10 กันยายน 2554. ยินดีให้ท่านนำบทความทั้งหมดไปใช้ได้ > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>