แต่เห็นได้ด้วยดวงตาแห่งปัญญาที่ได้ฝึกฝนอบรมตนมาอย่างเยี่ยมยอด..

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว...

 

มุมคิดเรื่องโลก

 

        การมองโลกในลักษณะที่เน้นความเป็นปัจจุบันตามคำพระเรียกว่าขณิกวาทว่า...คำว่าโลกแปลว่าต้องแตกแน่  ส่วนเราไม่รู้สึกว่าโลกเป็นของแตกแน่  กลับรู้สึกว่าเป็นโลกที่ถาวรที่ได้ตามต้องการอยู่เรื่อยไป...ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์  โลกนรก  โลกเทวดา  โลกสวรรค์  เทวโลก  มารโลก  พรหมโลกก็ล้วนต้องแตกแน่...พุทธทาสภิกขุ . ( 2525 : 142 – 143 ) .

 

        จากการเน้นความเป็นปรากฏการณ์ในขณะปัจจุบันจึงสะท้อนให้เห็นความเป็นโลกแห่งการสัมผัสหรือสิ่งที่โดนกระทบแล้วเกิดความรู้สึกทุกข์  รู้สึกสุข  และรู้สึกที่ไม่มีทั้งทุกข์และสุข  อย่างนรกสวรรค์ที่ไปอยู่ได้หลังการตายนั้นอยู่แห่งใดไร้คนรู้จึงไม่ให้ความสำคัญ  ในมุมคิดขณิกวาทจึงหันมาใส่ใจภายในจิตใจตนเองว่าที่นี่คือนรกหรือสวรรค์โดยมีผัสสะเป็นแดนเกิด

 

        การเข้าใจเรื่องโลกทางอายตนะภายนอกกับอายตนะในกระทบกันนี้  ก่อเกิดเป็นโลกในความหมายทางธรรม  ส่วนการมองโลกในความหมายทางโลกนั้นก็มีทั้งความเป็นโลกกลม ๆ เหมือนโลกมนุษย์ที่ล่องลอยไปในบรรยากาศในระบบจักรวาลนี้  หรืออีกมุมมองหนึ่งก็อยู่คนละมิติที่สลับซับซ้อนกันอยู่ในโลกมนุษย์นี้เองจึงมีภพภูมิเทวดา  มีรุกขเทวดาหรือเทวดาอยู่บนต้นไม้ในโลกเรานี้

 

        การที่ใครจะได้เห็นโลกนรกหรือสวรรค์นั้นไม่ใช่เห็นได้ด้วยตาเนื้อของมนุษย์แต่เห็นได้ด้วยดวงตาแห่งปัญญาที่ได้ฝึกฝนอบรมตนมาอย่างเยี่ยมยอดนั้นแล.

 

..........................

 

บรรณานุกรม

 

พุทธทาสภิกขุ . ( 2525 ) . สันทัสเสตัพพธรรม . กรุงเทพ ฯ : ธรรมทาสมูลนิธิ .