ความเหลื่มล้ำทางสังคมจะเป็นการสืบเนื่องมาจากการแสวงหาอำนาจจนได้อำนาจนั้นมาด้วยความอยากได้ อำนาจที่ได้มาไม่ว่าจะเป็นอำนาจหน้าที่หรือแม้แต่อำนาจเงินก็ตาม แล้วการใช้อำนาจจะมีอยู่สองลักษณะคือด้านพระเดชและด้านพระคุณ การใช้อำนาจด้วยความเป็นพระคุณผู้เขียนก็ไม่ปฏิเสธว่าผู้เขียนก็ใช้ เช่นหากมีจิตวิญญาณถูกตรึงไว้ให้ขาดความอิสระด้วยคุณไสยจากผู้ใดแล้วผู้เขียนใช้กำลังสมาธิซึ่งเป็นอำนาจไปทำลายคุณไสยนั้นแล้วปลดปล่อยจิตวิญญาณเหล่านั้นให้เป็นอิสระ ต่อจากนี้ไปอำนาจที่ใช้ด้านที่เป็นพระคุณผู้เขียนจะละไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วที่จริงก็ละไว้แล้วในหลายบทความที่ได้เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องของอำนาจตลอดมาอยู่แล้ว
สาเหตุที่ละอำนาจในการใช้ทางด้านพระคุณนั้น เพราะส่วนมากคนที่แสวงหาอำนาจจะแสวงหาอำนาจเพื่อนำอำนาจนั้นมาใช้ในทางพระเดช ซึ่งการใช้อำนาจในเชิงพระเดชนี่เองเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไม่ว่าอำนาจนั้นจะเป็นอำนาจใดก็ตาม เช่นคนรวยแล้วรวยขึ้นในขณะที่คนจนก็จนลง กลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นชัดแล้วสะท้อนออกมาตามข่าวจากสื่อมวลชนแล้วว่า การใช้เครื่องชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจโดยค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือ GDP นั้นเป็นทิศทางที่เริ่มจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะ GDP นั้นไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการนำเอาการเจริญเติบโตในการบริโภคของทุกคนมารวมกันแล้วหาค่าเฉลียออกมาเป็นตัวเลขว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร GDP นี้เป็นเครื่องมือในการสะท้อนถึงการใช้และมีอำนาจด้วยความเป็นพระเดชแล้วทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างชนชั้นบนหรือชั้นกลางและชั้นล่าง จึงนำมาถึงความเสื่อมโทรมของสังคมในที่สุด
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นมีช่องว่างเพิ่มขึ้น ชนชั้นล่างที่มีจำนวนมากกว่าชนชั้นบนจะรวมตัวกันแล้วเกิดการต่อต้านชนชั้นบน แล้วอาจเป็นเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการก่อการร้ายขึ้นในโลกอย่างหนึ่ง ชนชั้นบนไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในทางด้านเศรษฐกิจ ขอให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีใครเดือดร้อนพอแล้ว ถ้าโลกนี้หากเป็นไปได้ว่าถ้ามีคนเดือดร้อนจากการขาดซึ่งปัจจัย 4 น้อยที่สุด จะเป็นช่องทางหนึ่งซึ่งทำให้โลกมีความสงบขึ้น เป็นช่องทางลดการก่อการร้ายขึ้นในโลกนี้ได้ เหตุที่เกิดขึ้นแล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายทางสังคม มาจากชนชั้นนำเอาเปรียบคนที่ชนชั้นที่อ่อนแอกว่ามากขึ้นและมากขึ้นทุกที หากปล่อยให้เหตุปัจจัยนี้ยังดำรงอยุ่ จะเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมล่มสลายได้
แท้จริงแล้วการทำให้สังคมใดก็ตาม จะทำให้สังคมนั้นอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ คือทำให้ทุกคนอยู่ได้ในสังคมนั้น ๆ ได้ด้วยความไม่เดือดร้อนขาดซึ่งปัจจัยพื้นฐาน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทำให้ทุกคนอยู่ด้วยความเท่าเทียมอย่างลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้เท่าเทียม เพราะผู้นำยังเหลื่อมล้ำกับผู้ตามอยู่ดี แต่การลดความเลื่อมล้ำทางสังคมจะเป็นการทำให้ทุกคนในสังคมพึงวตนเองได้ ไม่มีคนอดอยากไม่มีอะไรจะกิน แล้วไม่มีคนที่รวยไม่รู้เรื่องอยู่รวมกันในสังคมเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนได้พยายามทำในแง่ของการให้ทุกคนพึ่งตนเองในทางธรรมให้มากที่สุด นั่นคือพยายามทำให้ทุกจิตวิญญาณอยู่ในสวรรค์หรือเรียกให้ดีก็คือเทวดาได้โดยไม่ต้องแพ้ภัยตัณหาที่มีตนเองแล้วกลับลงมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีก การที่ทำให้ทุกจิตวิญญาณรวมทั้งสรรพสัตว์และสรรพมนุษย์พึ่งตนเอแงได้ แล้วไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนมีบารมีในทางธรรมเท่า ๆ กัน จะนำไปสู่ความสุขทางสังคมในที่สุดนั่นเอง
การพยายามทำให้ทุกคนในสังคมพึ่งพาตนเองได้จะทำให้สังคมสงบสุขแล้วเป็นการขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผู้เขียนได้เคยอธิบายไปถึงการรักษาอำนาจของผุ้มีอำนาจไปแล้ว การรักษาอำนาจของผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจในลักษณะใดก็ตาม ที่ผู้เขียนยกมาในบทความนี้คือการใช้อำนาจเงิน เป็นบ่อเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมท้ายสุดเมื่อมีมาก ๆ จะไม่ทำให้ผู้ใดมีความสุขได้เลยด้วยเหตุผลที่ผู้เขียนได้อธิบายมาแล้ว
สวัสดีออย พูดถึงพระเดชและพระคุณเป็นเรื่องที่น่าสนใจในสังคมทุกชนชั้น การลดความเหลื่อมล้ำยังต้องเดินหน้าต่อไป ลดพระเดช เพิ่มพระคุณก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ปัญหาคือจะทำอย่างไร การให้โอกาส แก่คนชั้นล่างย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะลดความเหลื่อมล้ำได้เพราะความพอเพียง คือ การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน และการลดความอยากในสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เราและทุกคนควรจะเริ่มต้นทำกันหรือยัง หรือว่าต้อง รอ รอ แล้วถึงจะลงมือกัน เราพูดแล้วไม่ได้ทำก็ไม่ก่อให้เกิดมรรคเกิดผล หากร่วมด้วยช่วยกัน
เริ่มที่ความพอเพียง แน่นอนว่าความเหลื่อมล้ำย่อมมีที่สิ้นสุด ขอบคุณสำหรับคำแนะนำหรือคำเสนอที่ดี ขอบคุณมาก