สวรรค์อยู่ในโลกที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบคือร่างกายคนเรานี้เองละ
บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว...
คำถามเกี่ยวกับเมืองสวรรค์
ในภาษาบาลีใช้ศัพท์ว่า สัคคะ คือสวรรค์ เป็นโลกของเทวดา เป็นโลกของผู้บริโภคกามคุณทั้ง 5 ตรงกันข้ามกับโลกนรกในภาษาบาลีว่า นิรยะ เป็นโลกที่ไร้ความสุข ไม่เหมือนเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ที่เป็นโลกแห่งความสุขและเป็นปลายทางแห่งคนต้องการไปเกิดหลังจากตายแล้วที่เรามักได้ยินกันบ่อย ๆ ว่าขอดวงวิญญาณจงไปสู่สุคติเทอญ
ด้วยเมืองสวรรค์เป็นเมืองของเทพเจ้าหรือเทวดาโดยกำเนิด ศัพท์ทางพระว่า อุปปัตติเทวดา...พวกเทวดาชาวจาตุมหาราชิกก็ดี พวกเทวดาชาวดาวดึงส์ก็ดี...พวกเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมก็ดี เทวดาสูงขึ้นไปกว่านั้นก็ดี เทพจำพวกนี้ท่านกล่าวว่าอุปปัตติเทพ...( ขุ. จู . 30 / 654 ) .
ในทางพุทธมองสวรรค์ว่าเป็นวัฏฏะสงสารที่สรรพสัตว์ยังคงเวียนว่ายตายเกิด เพราะยังไม่หมดกรรม เราจินตนาการเล่น ๆ ว่าเมื่อคนทำดีมีน้อยในโลกมนุษย์นี้หลังจากตายแล้วคงไม่ไปเกิดในแดนสวรรค์ แดนสวรรค์จึงมีที่ว่างเยอะ เพราะคนต่างลงไปเกิดยังเมืองนรกต่างก็แออัดยัดแน่นกันดูไม่สุขสบายเอาเสียเลยละ
ในมุมคิดเรื่องสวรรค์นั้นมี 3 ทางที่ต้องพิจารณาคือ
1 . สรรค์เป็นโลกอีกโลกหนึ่งเหมือนโลกมนุษย์แต่หมุนช้ากว่าโลกมนุษย์เพราะอายุของเทวดากับอายุของคนเราก็ต่างกันมากถึงมีคำกล่าวว่า วันหนึ่งกันคืนหนึ่งในเมืองฟ้าเมืองสวรรค์นั้นเท่ากับร้อยปีของเมืองมนุษย์ทีเดียว
2 . สวรรค์เป็นสถานที่ต่างมิติที่ซ้อนสลับกันในโลกมนุษย์นี้เองละ คนจึงสัมผัสกับเทวดาได้สำหรับผู้มีญาณแก่กล้าเท่านั้นนะ
3 . สวรรค์อยู่ในโลกที่ยาวหนึ่งวาหนาหนึ่งคืบคือร่างกายคนเรานี้เองละ คืออยู่ในจิตใจคนเรานี้เองเมื่อมีความสุขก็อยู่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์นั้นแล.
....................................
สวัสดีค่ะอาจารย์
ตามอ่านอยู่ค่ะ
วันนี้เพิ่งเรียน "ปติปูชิกา วตฺถุ " พอดีเลยค่ะ ยังพูดกับน้องฆราวาสที่เรียนด้วยกัน (มีฆราวาสเพียง 2 คน ในชั้น) ว่าอย่าได้ไปเกิดบนสวรรค์เชียว เพราะกว่าจะจุติจากภพนั้น เดี๋ยวจะไม่ได้พบพุทธศาสนา
ถ้าการเกิดใหม่มี ตายแล้วขอเกิดเป็นมนุษย์ทันทีดีกว่านะคะ
สวัสดีครับ คุณณัฐรดา
เรียนในเรื่องดีมีความสุขนะครับ เรื่องสวรรค์ในทางศาสนาน่าศึกษานะครับ
ขอบคุณครับ