เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม่ต้อยได้จัดงานการพัฒนาคุณภาพที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานกับชุมชน ด้วยเหตุผลที่ว่า สุดท้ายแล้ว งานพัฒนาคุณภาพที่เราทำกันทำเป็นแทบตายนั้น หากไม่ส่งผลกระทบ หรือทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน หรือผู้รับบริการนั้น ก็แทบอาจจะไม่มีประโยชน์อะไร
ในข้อเท็จจริง คุณภาพในสถานพยาบาลมีมากมายหลายมิติ เราไม่สามารถที่จะยึดมั่นในมิติใด มิติหนึ่งไม่ได้ เพราะว่าระบบการบริการในสถานพยาบาลนั้น เป็นระบบที่ซับซ้อน และมีปัจจัยหลากหลายที่มาเกี่ยวข้อง
มิติในแง่ระบบงาน และความปลอดภัย รวมทั้งข้อปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ ที่เราได้ถูกปลุกฝังมานั้น เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าต้องเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในมิตินี้จำเป็นที่เราต้องมีการทบทวน และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อยู่อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งต้องมีการวิจัย และการอ้างอิงที่เป็นข้อมูลทางวิชาการ
แต่คุณภาพในอีกมิติหนึ่งนั้น คือการรับรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยมารับบริการจากเรา การรับรู้เช่นนี้ มีความหมายและมีคุณค่ามากกว่า แบบสอบถามความพึงพอใจที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้
เพราะเหตุที่ว่า แบบสอบถามความพึงพอใจนั้น จะได้ข้อมูลตามแบบฟอร์มที่เรากำหนดขึ้นมาแล้วแยกเป็นระดับ ตามตัวเลขที่เรากำหนดว่าเลขมากที่สุดคือความพึงพอใจมากที่สุด
แม่ต้อยเองน่าจะเป็นคนแรกๆที่ศึกษาวิจัยเรื่องความพึงพอใจ โดยได้รับทุนจากองค์การอนามัยโลกในช่วงปีพศ ๒๕๓๒ นานมามากแล้ว
ยังจำได้เลยว่าเวลาออกไปเก็บข้อมูลตามหมู่บ้าน สิ่งที่เราได้รับรู้จากชาวบ้านจะออกนอกกรอบการวิจัยที่เรากำหนดไว้
เช่น “ ป้าขอบอกเรื่องอื่นอีกได้ไหม? อะไรทำนองนี้
มาในปีนี้แม่ต้อยจึงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้โรงพยาบาล ได้ลงไปใกล้ชิดชาวบ้านมากขึ้น ให้เขาเชื่อใจมากขึ้น และให้เขาศรัทธา และเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการเรา
ในต้นปีที่ผ่านมา แม่ต้อยได้เชิญชวนรพ. จำนวน ๖๐ แห่ง เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเรื่องการทำงานกับชุมชนอย่างได้ผล และเราสัญญากันว่าปลายปีนี้เราจะนำเอาผลงานมาแลกเปลี่ยนกัน
และนี่คือที่มาของการจัดประชุมในสัปดาห์ที่ผ่านมา และแทบไม่น่าเชื่อว่า ในเวลาเพียงสองวันที่เราจัดประชุม มีสาระต่างๆที่ดีดีมากมาย โรงพยาบาลได้ตั้งใจ ได้ลงมือทำ และนำมาแลกเปลี่ยนกัน เป็นเวลาสองวันที่แม่ต้อยได้เรียนรู้จากน้องๆมากมาย
งานนี้แม่ต้อยได้เชิญผู้แทนประชาชน ซึ่งเป็นปราชญ์ ชาวบ้าน มา ร่วมเสวนา สองคน คือ พ่อคำเดื่อง ภาษี ซึ่งเป็นปราชญ์นักคิดจาก จังหวัดบุรีรัมย์ และพ่อถาวร จากบ้านคำปลาหลาย จังหวัดขอนแก่นมาร่วมเสวนาแบบ สบายๆด้วย เพื่อจะได้ “ รับรู้” แนวคิดของชาวบ้านที่มีต่อระบบบริการของเรา
เมื่อแม่ต้อย ชวนคุยว่า “ โรงพยาบาล ที่ชาวบ้าน ต้องการเห็น หน้าตา หรือมีลักษณะอย่างไร?
คำถามปลายเปิดแบบนี้ จะสามารถชวนคนคุยได้ง่าย และมีประเด็นในการแลกเปลี่ยนได้มากมาย ตามประสบการณ์ของแต่ละคน
พ่อถาวร บอกว่า “ สมัยก่อนผมเป็นเบาหวาน ไปรพ.ทุกเดือน คนแน่นมาก อึดอัด ผมว่า การที่หมอมาทำให้ชาวบ้านเข้าใจ เรื่องสุขภาพของเราเอง โดยการปลุกผักเอง เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ นี่ มันเหมือนกับเอาคุณภาพมาไว้ใกล้ตัว..”
สมัยก่อนคนบ้านผม เด็กๆเป็นซาง ไม่มีอาหารกิน พอเรามาช่วยกันปลูกผัก ปลูกป่า เรามีอาหารกินทุกอย่าง เดี่ยวนี้คนในหมู่บ้านผม ไม่มีเด็กเป็นซาง ( ขาดสารอาหารเลย)
พ่อคำเดื่อ่ง ภาษี เล่าความในใจเกี่ยวกับโรงพยาบาลในฝัน จากประสบการณ์จริงๆเลย
“ ผมเพิ่งไปโรงพยาบาลมา นี่แหละครับ เพราะว่าพาแม่บ้านไปรักษา เริ่มจากรพ. อำเภอก่อน แล้วส่งต่อไปรพ.จังหวัด ตรวจทุกอย่าง ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงต้องส่งมารักษาที่กรุงเทพฯ ทุกครั้งที่มาก็เริ่มตรวจร่างกายใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
“แม่บ้านผมเป็นโรคที่รักษายากครับ “ พ่อคำเดื่องเล่ายิ้มๆ
การแก้ปัญหาทุกอย่าง ผมว่ามันต้องแก้ที่เหตุของมันครับ
เอาเรื่องรถติดในกรุงเทพฯ นี่แหละ ทุกๆคน ทุกรัฐบาล มีแนวทางการแก้ปัญหาเริ่มจาก การสร้างถนน สร้างโทลเวย์ สร้างอุโมงค์ สร้างรถใต้ดิน สร้างรถไฟฟ้า สร้างๆๆ ..”
แต่สังเกตไหมครับ เวลา สงกรานต์ เวลาปีใหม่ รถว่าง โล่ง ไม่มีรถติดเลย
“ ก็แค่คนกลับบ้าน “ ( เสียงกริ้ด สนั่นห้องประชุม )
“ แค่คนกลับบ้าน โรคเอดส์ ก็ลดได้ “
“ แค่คนกลับบ้าน ปัญหาต่างๆก็ลดได้ ( กริ้ดด อีกรอบ)
แนวคิดของปราชญ์ชาวบ้านทั้งสองคือ โรงพยาบาลในฝันต้องคืน สิ่งที่ประชาชนทำได้ในเรื่องสุขภาพให้กับเขา ไม่พึงพิงระบบเพียงอย่างเดียว และการดูแลสุขภาพต้องวิเคราะห์ ถึงรากของปัญหา ซึ่งต้องมองในภาพรวม คือสังคมทั้งระบบ ไม่แก้ไขเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
ปลูกฝังให้คนรักท้องถิ่น ไม่ฝักใฝ่ในเรื่องวัตถุนิยม อยู่กับธรรมชาติ และปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น
ยังมีเรื่องราวที่ดีดี จากปราชญ์ ทั้งสองท่านอีกมากมาย จนน้องๆมาบอกกับแม่ต้อยว่า น่าจะให้เวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย
นั่นนะสิ แม่ต้อยเองก็ยังเสียดาย โอกาสหน้าเวทีนี้คงต้องจัดแบบเต็มๆ อีกสักที
แต่คราวนี้ แค่ประโยคสั้นๆว่า “ ก็แค่คนกลับบ้าน “
ก็กินใจ และให้ความรู้สึกเหนือบรรยายจริงๆคะ
สวัสดีคะ
แม่ต้อยคะ
ก็แค่คนกลับบ้านจริงๆ ค่ะ เรื่องใกล้ๆ ตัวมากๆ เลยนะค่ะ ^^
เล่าได้เห็นภาพและอารมณ์ร่วมมากเลยคะ :-)
ประโยคสั้นๆ กินใจแบบนี้ เก็บเป็น concept ได้ดีคะ
ทำอะไร พยายามส่งเสริมให้ คนอยู่กับท้องถิ่น
แต่ วิธีการ กุศโลบาย ค่อยหาทางคิด หาทางทำกันต่อไป
เรียนพี่แม่ต้อย ศุกร์ที่ ๙ กันยายน ช่วงเช้ามาปรึกษา เรื่อง HACC ม.บูรพา ว่างใหมครับ
แค่คนกลับบ้าน..ก็สามารถแก้ปัญหารถติดใน กทม.ได้
ส่วนการแก้ปัญหาสาธารณสุขของชุมชน
ก็อาจจะแค่...อะไร?? สักอย่าง ที่ชาวบ้านช่วยกันคิดก้ได้นะคะ
สุดยอดครับ Otto Scharmer มาเห็นก็คงได้เท่านี้เหมือนกัน เป็น Theory U in Action จริงๆ
สวัสดีคะน้องมะปราง(หวาน)
เรื่องวิธีคิดแบบนี้ บางที่เราก็หลงลืมไปคะ แม่ต้อยว่าการแลกเปลี่ยนวิธีคิด จากคนที่มาหลากหลายจะทำให้เรามาทบืวนตัวเราเองได้ด้วยคะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีคะ คุณน้องJJ
หากว่างมาได้เลยคะ ทางมหาวิทยาลัยตกลงแล้วใช่ไหมคะ
สวัสดีคะน้องเจี้ยบ
แม่ต้อยว่าน้องเจี้ยบก็ชอบนะคะ เห็นนั่งแถวหน้าเลย เป็นผู้หญิงแถวหน้านะเนี่ย
สวัสดีคะ ท่านอาจารย์
ใช่คะ เป็นการฝึกการไตร่ตรองจากเรื่องที่ดีมากๆคะ สำคัญคือไปทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าตอนนี้ เราทำอะไรกันอยู่คะ?
หากคนในรพ.มีโอกาสไปนั่งฟังชาวบ้านมากขึ้น ระบบบริการของเราจะมีความประณีตมากขึ้นคะ เพราะมีระบบ feed back ที่หลากหลาย และร่วมด้วยช่วยกันคะ