มีผู้สบประมาทการทำงานของคนไทยไว้มากมาย ว่าเป็นไปในแบบ “ข้ามาคนเดียว - เก่งคนเดียว” การเก่งเดี่ยวถือว่ามี Intelligence Quotient เกิน 120 และเมื่อเอาคนเก่งๆ มาร่วมกันทำงานเป็นทีม ความเก่งกาจนั้นกลับตกลงมาเหลือเพียงต่ำกว่า 100 ซึ่งแตกต่างกับคนญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง แล้วเราจะอธิบายด้วยอะไร ?
สิ่งที่ขาดหายไปก็คงเป็นเชาว์อารมณ์ (Emotional Quotient) และเชาว์ทีมงาน (Team Quotient) ที่ทุกคนต้องตระหนักรู้ เข้าใจตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร
บริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่นสามารถสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ออกมามากมาย ซึ่งพวกเขามีความสามารถในการ -
- มองในมุมที่คนอื่นไม่มอง - คิดในมุมที่คนอื่นไม่คิด
- ไม่เป็นคนขวางโลก มองโลกในด้านดี เข้าใจว่าอะไรๆก็เกิดขึ้นได้
- ไม่ยึดติดกับรูปแบบ วิธีการคิด หรือกรอบความคิดแบบเดิมๆ แต่เป็นคนที่เปิดใจกว้างพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนให้เกิดพัฒนาการทั้งปวง
- มีความสนใจในสิ่งรอบตัวอย่างกว้างขวาง
พวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเทพลังความคิด ที่จะนำไปสู่สิ่งใหม่และให้เกิดผลิตผลใหม่ อันมีคุณค่าต่อมวลมนุษย์ ด้วยการคิดค้นหาคำตอบต่างๆนานา เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า อันได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย ปัญหา คำถามและความต้องการของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร รวมไปจนถึงความมุ่งมาดปรารถนาของตัวเอง
จากบทความของ วีรวุธ มาฆะศิรานนท์
ไ่ม่ใช่แต่เฉพาะกีฬานะครับ แม้แต่การทำงานเป็นทีมก็ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับการทำงานเดี่ยว แต่สำหรัีบกีฬาบางประเภท เช่น วอลเลย์บอล บาสเกตบอล ถ้าได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังก็สามารถประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติได้ แต่ทว่า ไม่ได้รับความสนใจมากเท่าฟุตบอลนั่นเอง