สังเวชนียสถานสำคัญ

 

 

มหาโพธิมหาวิหารยามเย็น

มหาโพธิมหาวิหาร เมืองคยา มรดกโลกของชาวพุทธ

 

วันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีโอกาสได้ไปร่วมประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษามหาโพธิมหาวิหาร พุทธคยา Bodhgaya Temple Advisory Board (BTAB) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามกฏหมายของรัฐพิหาร เกี่ยวกับมหาโพธิมหาวิหาร ประกอบด้วยผู้แทนและกรรมการที่ได้รับเชิญหลายระดับทั้งผู้แทนประเทศที่นับถือพุทธและที่มีวัดตั้งอยู่ที่พุทธคยา และหน่วยงานพุทธและของรัฐพิหารที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยได้รับเชิญให้เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษานี้ด้วยโดยกำหนดให้ตำแหน่งเอกอัครราชทูตเป็นกรรมการ ผมได้รับมอบหมายให้ไปประชุมแทนเอกอัครราชทูต (พิศาล มาณวพัฒน์) จึงขอนำความเป็นมาของมหาโพธิมหาวิหารมาเล่าสู่กันพอสังเขป ดังนี้

 

ความเป็นมา

มหาโพธิมหาวิหารเป็นหนึ่งในพุทธสถานนอกเหนือจาก 84000 แห่งที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราชใน พุทธศตวรรตที่ 3  มหาเจดีย์โพธิคยาเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยอิฐแห่งเดียวในแง่ของสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างเพื่อบูชาและเฉลิมฉลองการบรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านอกจากนั้นพระองค์ยังได้สร้างแท่นวัชอาสน์เป็นเครื่องหมายเอาไว้ด้วย

มหาโพธิมหาวิหารดั่งเดิมสร้างเสร็จใน พุทธศตวรรตที่ 7 ในสมัยพระเจ้าคุปต้า ได้มีการปฏิสังขรหลายครั้งแต่ครั้งที่สำคัญได้แก่ปี ค.ศ. 1874 โดยกษัตริย์พม่า Mindon-Min มาช่วยบูรณะโดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอินเดีย และ ในปี คศ.1883 เซอร์คันนิ่งแฮมได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ มี  J.D.M. Beglar และ Dr. Rajendra Lal Mitra ช่วยงานบูรณะด้วย และอีกครั้งเมื่ออินเดียฉลอง 2500 ปี นับว่ามหาโพธิมหาวิหารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธโลก

วัดมหาโพธิมหาวิหารในอดีตอยู่ในความดูแลของชาวพุทธจนถึง ศตวรรตที่ 13 จนถูกพวกเตริ์กรุกรานและทำลาย จนมาถึงยุคที่พวกโมหันต์มายึดครอง ( พวกโมหันต์คือนักบวชฮินดูใน คศ.1590 และยึดเป็นที่ทำการถาวรของตนและสืบต่อมาถึงปัจจุบันเป็นลูกหลานรุ่นที่ 16)  จนกระทั่งเซอร์เอ็ดวัน อาโนลด์ Sir Edwin Arnold เรียกร้องให้มีการบูรณะวัดในปี 1885 ได้เรียกร้องรัฐบาลอินเดียและอังกฤษให้วัดอยู่ในความดูแลของชาวพุทธ รวมทั้งเขียนจดหมายถึงประเทศที่นับถือพุทธให้ช่วยกัน ทำให้พระอนาคาริกะ ธรรมาปาละ Anagarika  Dharmapala พระศรีลังกามาช่วยดำเนินการเอาวัดคืนจากพวกโมหันต์ได้ในปี 1891 ต่อมาในปี 1949 รัฐพิหารออกกฏหมายว่าด้วยมหาโพธิมหาวิหารและได้ตั้งคณะกรรมการบริหารขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดูแลบริหารวัด คณะกรรมการได้รับโอนอำนาจจากพวกโมหันต์ในปี 1953  และเริ่มดูแลตั้งแต่นั้นมา วัดไม่มีงบประมาณที่แน่นอนหรืองบประจำในเบื้องต้น อาศัยการรับบริจาคจากผู้ศรัทธาเท่านั้น

มหาโพธิมหาวิหารได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2002 อีกทั้งมีสถานที่อีก 7 แห่งในบริเวณมหาโพธิฯ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับหลังจากทรงบรรลุพระธรรม

สถาปัตยกรรมพุทธที่ยิ่งใหญ่ 

แนะนำสถานที่น่าสนใจในวัด          

The sacred Bodhi Tree 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับใต้ต้นในวันที่บรรลุพระนิพพานในวันเดือนเพ็ญเดือน พฤษภาคม (วันวิสาขบูชา) ชื่อภาษาฮินดีคือต้นปีปัล ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Ficus Religiosa พระพุทธเจ้าใช้เวลา 1 สัปดาห์ใต้ต้นนี้ ต้นปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 5 จากที่ถูกทำลายทั้งโดยคนและจากธรรมชาติ                 

Vajrasana

แท่นวัชรอาสน์คือจุดที่พระพุทธเจ้าทรงประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ สร้าง ศต.ที่ 3 BC โดยพระเจ้าอโศกมหาราช ทำด้วยหินทรายสีแดง พระอัชวโกษาได้รจนาว่าจุดนี้คือสดือของโลก พระฟ่าเอี้ยนบอกว่าพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็มาบรรลุนิพพานที่จุดนี้เช่นกัน รวมทั้งองค์ที่จะตรัสรู้ในอนาคตด้วย                 

Animesha Lochana Chaitya.ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมหาโพธิ์ พระพุทธเจ้าประทับในสัปดาห์ที่ 2 ในท่ายืนทอดพระเนตรต้นโพธิ์                 

Cankamana 

สัปดาห์ที่ 3 พระพุทธเจ้าทรงเดินสมาธิที่นี่                    

Ratanaghara

สัปดาห์ที่ 4  

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด ณ สถานที่นี้ ฉพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าปรากฏออกมาให้เห็น เป็นที่มาของการออกแบบธงพุทธศาสนาที่ใช้กันอยู่จนทุกวันนี้                 

Ajapala Nigrodha Tree สัปดาห์ที่ 5 พิจารณาธรรมที่ว่าด้วยความเท่าเทียมกันของมนุษยชาติ                 

Muchalinda Sarovar

สัปดาห์ที่ 6 ระหว่างที่พระพุทธองค์นั่งสมาธิ มีฝนตก พญามุจลินทร์มาแผ่แม่เบี้ยคลุมกันฝนให้พระองค์                   

Rajayatna Tree

สัปดาห์ที่ 7 สถานที่นี้ มีพ่อค้าจากพม่า 2 คนผ่านมา ถวายอาหารและขอปวารณาตัวเป็นพุทธมามกะโดยมีเพียงพุทธัง สรณังคัจฉามิและธัมมัง ส่วนสรณังคัจฉามิ เพราะขณะนั้นยังไม่มีคณะสงฆ์ จึงถือว่าเป็น บุคคลคู่แรกที่เป็นพุทธมามกะ                 

Meditation Park:

สวนสำหรับปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด

Meditation facilities :

Day Meditation : เปิดให้เข้าไปนั่งสมาธิทุกวัน  (6 am-6 pm) โดยบริจาคเงิน Rs. 50/- ต่อคนโดยออกใบเสร็จให้

Night Meditation : กลางคืนเปิดให้เข้าวัด (9 pm - 4 am). โดยติดต่อสำนักงานเจ้าอาวาส Chief Monk office โดยสำเนาหนังสือเดินทางและวีซ่าและบริจาค  Rs. 100/- ต่อคน.                 

Oil Lamp House / Joss stick pot :

มีอาคารสำหรับเติมน้ำมันตะเกียงและกระถางทองใบใหญ่สำหรับปักธูปเพื่อรักษามลภาวะในวัด   

Mahabodhi Book Shop :

มีร้านหนังสือของวัดที่ขายหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาและประวัติมหาโพธิมหาวิหาร                   

Library :

ห้องสมุดที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าไปศึกษาค้นคว้าได้ทุกวัน 

Maltimedia Museum:

นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์มัลติมีเดียซึ่งตั้งอยู่ติดกับห้องสมุด มีการแสดงประวัติพระพุทธเจ้าในรูปแบบ3 D แอนิเมชั่น รวมทั้งประวัติของมหาโพธิมหาวิหารในรูปแบบของสารคดี น่าดูมาก 

มหาโพธิมหาวิหารพุทธคยาเป็นพุทธสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2002 ถือเป็นพุทธโบราณสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดียและของโลก ในแต่ละปีมีผู้มาเยือนรัฐพิหารประมาณ 3 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธจากทั่วโลกที่มาสักการะสังเวชนียสถานแห่งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 แห่งที่ชาวพุทธต่างปรารถนาจะไปสักการะให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต

การบริหารและดูแลวัด

การดูแลพุทธสถานโบราณแห่งนี้ มีคณะกรรมการบริหารชุดหนึ่ง (Bodhgaya Temple Management Committee BTMC) ทำหน้าที่ดูแล รักษาและพัฒนา ประกอบด้วยผู้แทน 9  คน กำหนดว่าต้องเป็นคนอินเดียทั้งหมดโดยแบ่งเป็นชาวพุทธ 4 คนและชาวฮินดู 4 คน กับประธาน 1 คน ทั้งนี้ในส่วนของฮินดู 4 คน ให้รวมพวกมหันต์ Mahanth ให้อยู่ในส่วนของฮินดูนี้ด้วย (ในกรณีของมหันต์ หากเป็นผู้เยาว์และไม่สมควรเป็นกรรมการ ก็ให้ฮินดูเป็นกรรมการแทนได้)  คณะกรรมการอยู่ในวาระ 3 ปี โดยให้  District Magistrate ที่เกษียณแล้วเป็นประธานกรรมการ  (หาก District Magistrate ของเมืองคยาไม่ได้เป็นคนฮินดู)  นอกจากนั้นรัฐจะแต่งตั้ง หนึ่งคนใน 8 คนเป็นเลขาธิการ

นอกจากนั้น มีคณะกรรมการที่ปรึกษา 1 คณะ ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศพุทธที่มีวัดและองค์การพุทธที่ตั้งอยู่ในเมืองคยาจะได้รับเชิญให้เป็นกรรมการที่ปรึกษานี้ด้วย มีวาระ 2 ปี อย่างไรก็ดี คณะกรรมการที่ปรึกษานี้เป็นองค์ที่ปรึกษาและเสนอแนะอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มีอำนาจใด 

 

กลุ่มพระสงฆ์จากศรีลังกาบูชาพุทธคุณหน้ามหาเจดีย์

ประสบการณ์เกี่ยวกับมหาโพธิมหาวิหาร

จากประสบการณ์ที่ผมเคยไปสัมผัสมาเมื่อครั้งเข้าร่วมอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในปี 2007 และได้ไปเยือนอีกในโอกาสต่างๆ หลายครั้งผมพบว่า ชาวพุทธทั่วโลกต่างต้องการมาสักการะมหาเจดีย์และต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะเป็นจุดที่ถือว่าสำคัญที่เจ้าชายสิทธัตถะในฐานะนักบวชได้บรรลุธรรมกลายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระมหาเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกสร้างนั้นมีความงดงามและยิ่งใหญ่ทั้งด้วยประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยอิฐ เวลาเดินเข้าไปยังด้านหน้าของมหาเจดีย์ มีความรู้สึกย้อนกาลเวลากลับไปยังอดีต ทำให้เรารู้สึกศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น ยิ่งได้ไปยืนอยู่ที่บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้เห็นพระแท่นวัชรอาสน์ ก็ทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดพระองค์ นึกถึงเรื่องราวในวันที่พระพุทธองค์ทรงต่อสู้กับพญามารจนสามารถบรรลุธรรม ณ ที่ตรงหน้าเรานี่เอง เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจพุทธศาสนิกชนทุกคนแน่นอน

บริเวณวัดมหาโพธิมหาวิหารนั้น ตามปรกติค่อนข้างพลุกพล่านไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคมซึ่งก็คงเป็นธรรมดาที่ทุกคนที่มาก็อยากจะสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในบริเวณนี้และผู้ดูแลวัดค่อนข้างจะเปิดเสรีให้พุทธศาสนิกชนบูชาตามวิธีการของแต่ละนิกาย จึงกลายเป็นสภาพที่น่าดูไปอีกแบบหนึ่ง ตรงเจดีย์ที่มีห้องประดิษฐานพระพุทธเมตตาอยู่ คนแน่นมาก ไม่มีการจัดระเบียบเท่าใดนัก คนส่วนใหญ่หลังจากกราบพระพุทธเมตตาแล้ว ก็จะเดินวนขวารอบมหาเจดีย์ บางคนก็ใช้ทางเดินนั่งปฏิบัติธรรม พระธิเบตและคนธิเบตใช้ทางเดินสักการะแบบนอนราบกับพื้น โดยเฉพาะบริเวณใก้ลต้นพระศรีมหาโพธิ์ จึงถือว่าใครใคร่ทำอะไรก็ได้ รอบนอกด้านหลังต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นลานดินกว้าง บริเวณนี้ส่วนใหญ่ใช้ทำพิธีต่างๆ ผมเองก็บวชตรงบริเวณด้านหลังต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้

การได้กลับไปมหาโพธิมหาวิหารจึงเสมือนได้กลับไปทบทวนย้อนเวลาหาอดีตเพื่อสักการะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ว่า ณ ที่นี้ พระนวกะเตชะพละโพธิเคยอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเจริญพระชนมมายุ 80 พรรษา