จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาทั้ง ๕ ภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาไตลื้อ, ภาษาไตเขิน, ภาษาลาวล้านช้าง, ภาษาคำเมือง และภาษาไทย ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ในการสื่อสารแต่ประการใดเลย กลับทำให้เห็นถึงเสน่ห์ของแต่ละภาษามากยิ่งขึ้น มีบางคำเท่านั้นที่ต่างกันออกไป แต่ก็พอเดาได้รวมกัน เหนือสิ่งอื่นใดใจ หรือจิตวิญญาณคนลุ่มน้ำโขงรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้พุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น
ภาพโดยรวมของการจัดสัมมนาทางวิชาการระหว่าง ๔ ประเทศคือ สิบสองปันนา-จีน, เชียงตุง-พม่า, หลวงพระบาง-ลาว, พะเยา-ไทย ที่ผ่านมา ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมิใช่น้อย
การสัมมนาทางวิชาการในวันนั้น ใช้ชื่อว่า "สถานภาพและความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนา ในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" (Status and the relationship of Buddhism in the Greater Mekong Subregion) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานทั้งคณาจารย์ นิสิต และประชาชนทั่วไป จำนวนกว่า ๘๐๐ รูป/คน ณ ห้องพุดตาล โรงแรมเกทเวย์ อำเภอเมืองพะเยา
มีการกล่าวสุนทรพจน์จากประเทศต่าง ๆ ดังนี้
๑.ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดย พระมหาแสง จนฺทวณฺโณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระพุทธศาสนายูนาน ซึ่งเป็นพระนิกายเถรวาท มีเชื้อสายไตลื้อ แต่มีหน้าที่ไปคุมการศึกษาของพุทธศาสนาจีนทั้ง ๓ นิกายคือมหายาน เถรวาท และวัชิรยาน ที่นครคุณหมิ่ง มณฑลยูนาน พระมหาแสงนี้ เป็นพระหนุ่มที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยเป็นศิษย์ของครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน และได้เปรียญธรรมจากที่นั้น
การกล่าวสุนทรพจน์วันนั้น ไม่ได้พูดถึงสถานการณ์พุทธศาสนาในจีนเท่าที่ควร ด้วยเหตุสามประการ คือ ๑)คงเข้าใจว่าไทย-จีน สัมพันธ์ทำ MOU กันอยู่แล้ว ประกอบกับมีพระนิสิตที่มาเรียนที่พะเยาหลายรุ่น ๒)ท่านได้เตรียมข้อมูลไปแสดงความคิดเห็นเรื่องพุทธศาสนาในจีนในช่วงการนำเสนอบทความทางวิชาการ "สถานภาพและความสัมพันธ์ของพระพุทธศาสนาในประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" แต่เพราะการเชื่อมโยงประเด็นในจุดดังกล่าว ไม่ชัดเจน ประกอบกับการบีบด้วยเวลาที่จำกัด จึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของพุทธศาสนาในจีนได้เท่าที่ควร ๓)ท่านมาแทนครูบาคำถิ่น ซึ่งเป็นพระนักพูดและนักพัฒนา ซึ่งติดภาระกิจมาไม่ได้
๒.ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดย สาธุจันทริน จินธมฺโม รององค์การพุทธศาสนสัมพันธ์แขวงหลวงพระบาง (อพส.) ซึ่งเป็นพระที่ดูแลด้านการศึกษาสงฆ์เมืองหลวงพระบาง ท่านจบการศึกษาในระดับอนุปริญญา จากวิทยาลัยสร้างครู
การกล่าวสุนทรพจน์ของท่าน ทำให้เห็นภาพการศึกษาของลาวที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีความพร้อมทางด้านโอกาสการขยายตัว การสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ยังขาดแคลนบุคลากรที่เป็นหลัก และวัสดุอุปกรณ์ทางด้านการศึกษา ตลอดจนถึงอาคารสถานที่ที่เหมาะสม
๓.ประเทศสหภาพเมียนม่าร์ โดย ครูบาติ๊บ โชติธมฺโม เจ้าคณะจังหวัดเชียงตุง ท่านเป็นพุทธศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (กรุงเทพฯ)
การกล่าวสุนทรพจน์ของท่าน ทำให้เห็นถึงสถานการณ์ของพุทธศาสนาที่เชียงตุง ว่ามีความลำบากในการเดินทางเพื่อเผยแผ่ธรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากการคมนาคมที่ไม่ได้สะดวกสบายอย่างเมืองไทย
๔.ส่วนประเทศไทย อาจจะถือว่า พระธรรมโกศาจารย์ (ศ.ดร.ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นราชบัณฑิต กล่าวสุนทรพจน์ก็ว่าได้
ทำให้เห็นถึงบทบาทมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่มีสาขากระจายไปทั่วโลก และพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา โดยยกประเด็นให้ วิทยาเขตพะเยา เป็นฐานหลักในการเชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน ๔ ประเทศเอาไว้ด้วยกัน
ในวันดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนคิดว่า ภาษาที่ใช้แตกต่างกันในชื่อที่เรียกและสำเนียงที่เปล่งออกมา แต่ความหมาย คนในประเทศจีน ประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศไทยรู้เรื่องกันหมดนี้สิ เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง และทำให้ผู้เขียนจินตนาการไปไกลถึงกับคุยกับคนข้าง ๆ ว่า "ฤา ภาษาล้านนาจะเป็นภาษานานาชาติในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนได้"
การแสดงทัศนะวันนั้น คนจาก ๔ ประเทศ ใช้ ๕ ภาษา แต่คนรู้เรื่องกันดี มีบาคำเท่านั้นที่เดา ๆ กันไป ทำให้สะท้อนให้เห็นว่า ภาษาล้านนา อาจถึงเวลาต้องเป็นภาษาสากลได้แน่
๑.ประเทศจีนตอนใต้ ใช้ภาษา "ไตลื้อ" ขึ้นต้นว่า นมัสการอธิการบดีและขอจำเริญพรท่านผู้ว่าฯ ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "ผม" เป็นต้น
๒.ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ใช้ภาษา "ลาวล้านช้าง" ขึ้นต้นว่า ขอนอบน้อมสมัสการอธิการบดี, ขอเจริญพร ผู้ว่าฯ ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "ข้าน้อย" เป็นต้น
๓.ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ใช้ภาษา "ไตเขิน" ขึ้นต้นว่า ขอนมัสการพระครูบาแสงหล้า, อธิการบดี , ขอเจริญพร ผู้ว่า ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า "ครูบา" เป็นต้น
๔.ประเทศไทยตอนบน ใช้ภาษา "ล้านนา" อู้กำเมือง ขึ้นต้นว่า กราบนมัสก๋าน อธิการบดี และเจริญปอน(พร) ผู้ว่า....... ส่วน
๕.ส่วนท่านอธิการบดี ใช้ภาษา "ไทยกลาง" และใช้สื่อภาษา "อังกฤษ" ในการนำเสนอ
นมัสการคะ
เห็นหัวข้อแล้วก็สะดุดใจ..เพราะเป็นคนชอบหลุด คำเมือง คะ
ชื่นชมพระคุณเจ้าที่สังเกตเห็นความใกล้เคียงของทั้ง 5 ภาษา
น่าจะเป็นภาษาสากล "ที่สอง" ใช้สื่อสารความลับ ที่ไม่ต้องการให้ฝรั่งรู้ ได้คะ
แต่ภาษาอังกฤษ ก็ยังต้องยอมรับว่า จำเป็น หากต้องการติดต่อกับทั่วโลก
ขนาด ภาษาสเปน ที่ว่าแน่ๆ ตอนนี้ คนสเปน ยังหันมาเรียนภาษาอังกฤษเยอะขึ้นเรื่อยๆ คะ
เจริญพรคุณหมอ ภาษาถิ่น เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม ภาษาอังกฤษก็จำเป็น
อย่างไรเสีย ในระยะสั้น-บริบทของ ๔ ประเทศควรใช้ภาษาถิ่นก่อน
ส่วนระยะยาวและกว้างขึ้นก็ควรใช้ภาษาอังกฤษ
....คราวก่อนอ่าน ไม่มี knowledge ให้มา Management ของคุณหมอ ซึ่งตรงข้ามกับอาตมา
ที่ว่า มีแต่ Knowledge แต่ไม่มีเวลา Management ช่วงนี้จึงไม่ได้บันทึกอะไรใหม่ ๆ เลย