ชีวิตคนเราเหมือนเทียนเล่มหนึ่ง เปลวเทียนคือลมหายใจแห่งชีวิต แสงเปลวเทียนละลายแท่ง แล้วสลายไป เหมือนคนเราเกิดมาแล้วก็ตายจากไป...

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เข้าร่วมงานศพในบ้านสะพัง  ต. รามราช  อ. ท่าอุเทน  จ. นครพนม  เมื่อครั้งผมเป็นเด็กจำความได้ว่าการปลงศพมีความยุ่งยากลำบาก  เพราะชาวบ้านต้องไปตัดไม้ทำเป็นเชิงตระกอนเพื่อเผ่าศพในชายป่าที่เรียกกันว่าป่าช้า  ทำไมไม่เรียกว่าป่าเร็วก็ไม่รู้

พระมาฉันข้าวเช้าในงานศพจัดที่บ้าน  น้ำปานะยุคใหม่...

ในฤดูฝน  ผู้คนต้องลุยกันนำศพไปยังป่าช้าแบบทุลักทุเร  ต้องหามศพไปเป็นขบวนข้างหลังมีพระนั่งสวดใบลานว่า...ทาตุญาตํ  สมฺปยุตฺตานํ  ธมฺมานํ...อะไรประมาณนั้น

เณรบวชหน้าไฟ

ก่อนนำศพออกจากบ้านต้องยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งหรือสองนัด  เมื่อจัดเตรียมศพขึ้นคานหามแล้วมีด้ายสายสิญจน์โยงจากโลงศพเพื่อนนำไปให้สามเณรและชีพราหมณ์ที่บวชหน้าไฟถือนำหน้ามีชาวบ้านแห่เดินตามหลัง  พอทำพิธีทางศาสนาพุทธเสร็จแล้วก็ใช้น้ำมะพร้าวผ่าแล้วเอาน้ำล้างหน้าศพก่อนเผา

บวชชีพราหมณ์หน้าไฟ

 

ในปัจจุบันนี้ มีมุมต่างไปตรงไม่ทำคานหามแต่ใช้ล้อลากไปยังวัดมีเมรุเผาศพแล้วแม้อยู่บ้านท้องทุ่งนาก็ตาม  รูปแบบเริ่มเลียนแบบตามสังคมเมืองมีพิธีกรสงฆ์  มีการทอดผ้าบังสุกุลไม่แตกต่างจากสังคมเมืองนั้นเอง.

คนครัวหลังบ้านงานศพ

มัคคทายกวัดนำบาตรมาที่บ้านงานศพ เบื้องหลังคือวัดประจำหมู่บ้านเคยมีโรงเรียนคือศาลาภายในจัดเป็นห้องเรียนชั้น ป. 1 - ป. 4 ที่ยูมิเคยเรียนจบมาแล้ว

ในวัดมีพระบรมสารีริกธาตุนำมาจากอินเดียด้วยนะนี่ บรรจุไว้ในเจดีย์หน้าโบสถ์

ในช่วงเช้าวันเผาศพ  มัคคทายกวัดไปสบายบาตรพระ นิมนต์พระมาฉันอาหารเช้าทำบุญบ้านงานศพ  ตอนเพลด้วยและตอนบ่ายโมงทำพิธีบวชเณรหน้าไฟและบวชชีพราหมณ์หน้าไฟ  พอบ่ายสองโมงเศษก็เคลื่อนขบวนศพออกจากบ้านขึ้นล้อลากไปยังวัดทำพิธีเผาศพในเมรุต่อจากนั้นทุกคนที่ไปในงานนี้จะกลับมายังบ้านงานศพเพื่อทำพิธีตสมความเชื่อคือ เอามือหยิบข้าวกับเกลือในจานและโยนลงพงหญ้าข้าง ๆ แล้วล้างน้ำที่ผสมส้มป่อยในถังนั้นแล...

นี้คือรูปภาพที่เก็บเอาไว้เป็นความเชื่อของคนท้องถิ่นนี้.