สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก และไม่เหนื่อยยากมากนัก (ไม่ต้องก้มหน้าดำนา)

แนวคิดการทำนาแบบหยอดหล่นเพื่อเหนื่อยน้อยลงแต่ได้ผลดีขึ้น

 

 

การดำนาเป็นกิจกรรมที่เหนื่อยยากมาก (หลังสู้ฟ้า)  ผมจึงได้คิดวิธีทดแทน วิธีใหม่นี้เราจะเตรียมก้อนดินปลูกที่คลุกกับเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ โดยคำนวณให้ได้ก้อนละ 3 เมล็ด

เมื่อคลุกดินกับเมล็ดข้าวเข้ากันดีแล้ว (ใส่น้ำให้แฉะด้วย)  ก็ให้เอาปั้นเป็นก้อนด้วยการปาดลงบนเบ้าไม้กระดานที่เจาะรู้ไว้เป็นหลุมๆ แถวละ 6 หลุม มี 25 แถวเรียงกัน (คล้ายเบ้าทำน้ำตาลก้อน)  ซึ่งหลุมนี้ก็คือก้อนดินที่ต้องคำนวณให้ได้ก้อนละสามเมล็ดข้าวนั้นเอง  หนึ่งแผ่นกระดานอาจมีสัก 150 หลุม หลุมควรทำเป็นทรงกระบอก ลึกสัก 1.5 ซม.  เส้นผ่าศศูนย์กลาง ประมาณ 1.5 ซม. ดังนั้นไม้กระดานเจาะรูนี้จะกว้างประมาณ 12 ซม. และยาวประมาณ 50 ซม.

 จากนั้นเคาะเบ้าให้เมล็ดหล่นไปวางไว้บนไม้กระดาน บางๆ ก้อนดินตะเรียงเป็นแถวตอนเรียง 6 เอาไม้กระดานซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ มีเสาต่อค้ำกั้นไม่ให้ทับก้อนดิน จากนั้นหมักก้อนดินทิ้งไว้ 1 หรือ 2 คืน พอให้รากข้าวงอกเป็นตุ่ม

 

ต่อไปก็เอาไปหยอดในนาที่เตรียมเทือกไว้แล้ว (เทือกคือพื้นนาแฉะที่ปาดเรียบเพื่อรอการหว่าน) วิธีหยอดคือ เอาแผ่นไม้ที่วางเรียงเม็ดดินไว้ มาวางบนแคร่ที่ห้อยคอไว้ (แบบพวกขายลอตเตอรี) วางให้มากที่สุดเท่าที่รับน้ำหนักไหว    ถ้าจะวางบนรถเข็นติดสกีก็ยังได้

 

จากนั้นเอาไม้หยอดมาพาดตามขวาง ไม้หยอดนี้ไม่ใช่อะไร เป็นเพียงไม้ระแนงหรือไม่ไผ่เรียวๆ ยาวประมาณ 130 ซม.  มีเชือกสีผูกห้อยไว้เป็นที่หมายตา 6 จุด โดยผูกกันเป็นระยะห่าง 25 ซม. ควรมีไม้หยอดนี้สัก 3 ไม้ วางขนานกัน ในแนวราบ  ห่างกัน 25 ซม. ก็จะมีทั้งหมด 18 จุด

 

การหยอดให้เดินหยอด  ให้เอาไม้บาง คัดแถวดิน ให้เลื่อนออกไป เพื่อเอามือสอดเข้าไปหยิบได้ ซ้าย 3 ขวา 3 ก็ได้หกเม็ด หยอดซ้ายขวาพร้อมกันทีละ 2 เม็ด โดยหยอดเม็ดดินลงไปตรงที่ผูกเชือกสีไว้  แล้วอีก 2 แล้วอีก 2 แล้ว ทำซ้ำอีก  อีก 6 เม็ด และอีก 6 เม็ด

การหยอด 6x3 = 18 หลุม จะใช้เวลาประมาณ 30 วินาที เท่านั้น

 การเดินนี้ควรมีเชือกขึงที่ผูกระยะ 75 ซม เป็นเครื่องหมายด้วย จะได้แนวข้าวที่ตรง  ใครแขนยาวอาจหยอดไม้ละ 8 หลุมก็ได้นะ แต่แขนต้องยาว 175 ซม.

 

 ข้อดีของวิธีนี้คือ

 

1)      สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก  และไม่เหนื่อยยากมากนัก  (ไม่ต้องก้มหน้าดำนา)

2)      เม็ดข้าวจะตกจมลงไปลึกประมาณ 1 ซม. จากผิวดิน (แจกแรงกระแทกหล่นของเม็ดดิน) ทำให้รากข้าวงอกได้กำลังดี มีรากแข็งแรง  (ไม่ตื้นเกินไปแบบนาหว่าน) อีกทั้งรากไม่ต้องถูกกระทบกระเทือนจากการถอนและปักดำ แม้การปูกกล้าแบบต้นเดี่ยวที่เรากำลังไปลอกมาจาก Madagasgar ก็ยังมีการถอน ทำให้กระเทือนราก  เมื่อรากแข็งแรง ต้นข้าวก็แข็งแรง ทำให้ทนทานต่อโรคพืชสูงกว่าปกติ

3)      ถ้าเราเตรียมดินเม็ดด้วยปุ๋ยที่เข้มข้นด้วย ปุ๋ยจะไม่กระจายไปที่อื่น อยู่ที่บริเวณรากข้าวเท่านั้น ทำให้รากงอกได้ดีและแข็งแรงยิ่งขึ้น

4)      น่าจะลดเวลาปลูกข้าวลงได้ เพราะข้าวไม่ต้องเสียเวลาตั้งต้นใหม่จากการบอบช้ำจากการปักดำ

5)      รากข้าวจมลึกสม่ำเสมอเท่ากันหมดทุกต้น (สามารถวิจัยว่าจะหยอดสูงเท่าไรจึงจะดีที่สุด) ส่วนการดำนาบางทีดำลึก บางทีดำตื้น

 

ถ้าเราคำนวณให้มี 3 เมล็ดข้าว ใน 1 เม็ดดิน และถ้าอัตราการงอกเป็น 80% เราจะได้การงอกดังนี้ คือ ข้าวงอก 3 ต้น 51.2%, ข้าวงอก 2 ต้น 38.4%,  ข้าวงอกต้นเดียว 9.6%  และข้าวไม่งอกเลย 0.8%  ซึ่งถือว่ายอมรับได้ เพราะข้าวต้นเดียวนั้นอาจแตกกอได้ดีจนมีผลผลิตเท่าเทียมกับ 2 ต้น และ 3 ต้นในที่สุด ส่วนข้าวไม่งอกมีน้อยมาก

 

และอย่าลืมการทำนาชีวภาพ 100% (ไม่ใช้แม้สารชีวภาพ เช่น สะเดา)  ด้วยการเลี้ยงกบ เขียดในนา กบกินแมลงใหญ่ เขียดตัวน้อยๆ กินแมลงเล็ก รวมทั้งเพลี้ยต่างๆ ไม่เหลือหรอ หรือ เหลือเล็กน้อย แต่ยอมรับได้ มูลกบเขียดเป็นปุ๋ยให้นาโดยธรรมชาติ  (กลายเป็นว่าแมลงเป็นมิตรของพืช ไม่ใช่ศัตรูพืชอีกต่อไป) 

 

น้ำในนาก็ใช้เลี้ยงปลาได้หลายสกุล (เลือกกบชนิดที่ไม่กินปลา)  สำหรับหอยปูอาจเลี้ยงปลาไหลให้ช่วยกำจัด  (หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่กินหอยปู)  อีกทั้งน้ำในนายังอาจสามารถปลูกพืชคลุมน้ำได้อีก ซึ่งถ้าวิจัยให้ดีอาจพบพันธุ์ที่ช่วยเสริมให้ข้าวโตเร็วขึ้นและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป  เพราะช่วยตรึงสารลงในดิน (เช่น อาจเป็นผักบุ้ง สันตะวา กระจอง ผักกุ่ม ผักหนาม สาหร่าย ผำ บัดเขียด ผักแว่น ผักใบพาย  ก็เป็นได้ ...บรรดาพืชน้ำทั้งหลาย)  อีกทั้งผักพวกนี้ยังอาจช่วยสร้างไรน้ำให้ปลาได้กินอีกด้วย

 

การขจัดวัชพืชในนานั้น ควรวิจัยหาพันธ์สัตว์ที่กินหญ้าทุกชนิด ยกเว้นต้นข้าว พองอกออกมาเป็นต้นอ่อนก็กินหมด อาจเป็นปลาบางสายพันธุ์ หรือ เต่าตัวเล็ก ก็เป็นได้

 

ถ้าทำนาแบบนี้อาจจะได้ผลผลิตสูง ราคาดี (เพราะชีวภาพ) ต้นทุนต่ำ  ทั้งคนปลูกคนกินมีสุขภาพดี  ยังขายปลา ขายกบ ได้อีก กำไรสุทธิน่าจะสูงกว่าทำนาแบบเดิมๆ 3 เท่าได้ แถมเหนื่อยน้อยกว่าอีก 2 เท่า

 

ช่วยกันบอกต่อ หรือ เอาไปทดลอง หรือ เอาไปคิดต่อให้ดียิ่งขึ้นนะครับ เพื่ออนาคตที่ดีของชาวนาไทย

 

ส่วนการใช้มดง่ามขจัดเมล็ดวัชพืชก่อนทำนานั้น ผมเชื่อว่าทำได้แน่นอน แต่ต้องการการวิจัยสักหน่อย  นักวิจัยท่านใดทำออกมาได้ ก็จะมีชื่อเสียงมาก (อาจถึงกับได้รางวัลโนเบล)  และเป็นประโยชน์ต่อชาวนาทั่วโลกเป็นอย่างมาก

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๖ ธค. ๕๓)