สรุป บทที่7 เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการความรู้การจัดการความรู้เกิดขึ้นมาได้เพราะองค์กรต่างๆประสบปัญหาเกี่ยวกับการส่งต่อความรู้จากผู้ที่มีความรู้ไปสู่คนรุ่นใหม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเมื่อบุคคลากรที่มีความรู้มีเหตุให้ต้องออกจากองค์กรความรู้ที่เขามีก็จะติดตามตัวเขาไปด้วย คนรุ่นใหม่ก็ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ ดังนั้นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ ทำอย่างไรเราจะเอาความรู้โดยนัยจากตัวบุคคล (Tacit Knowledge) เปลี่ยนให้เป็นความรู้ที่จับต้องหรือความรู้ที่สามารถหาศึกษาได้ (Explicit Knowledge) จึงมีผู้บุกเบิกการจัดการความรู้หรือเป็นคนที่คิดได้คนแรกนั่นเอง เขาชื่อว่า Ikujiro Nonaka สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาในปี 1995 นั่นคือ ประเภทของความรู้ โดยเขาได้แยกเป็น 2 ประเภทคือ1. ความรู้ซ่อนเร้น (Implicit Knowledge) หรือความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล 2. ความรู้โดยชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) หรือ ความรู้ที่ถูกพิมพ์ออกมาเป็นตำราจับต้องได้
เขากับ Takeuchi ได้มีการเสนอแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงสถานะความรู้( 1995 ) จากโดยนัย ไปเป็นความรู้ชัดแจ้ง ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "เกลียวความรู้" (Knowledge Spiral) หรือที่เรียกว่า "SECI Model" โดยย่อมาจากองค์ประกอบ 4 ตัวคือ 1. socialization หรือการแบ่งปันความรู้โดยการพบปะ 2. Externalization หรือ การถ่ายทอดความรู้ ออกมาเป็นตัวหนังสือ3. Combination หรือ การรวมองค์ความรู้พร้อมทั้งนำไปคิดต่อยอด4. Internalization หรือ การนำความรู้ที่ได้จากการ Combine มาปฏิบัติจริง
นอกจากนี้ของไทยเองก็มี ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผอ.ฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้ แบ่งความประเด็นการจัดการความรู้ออกเป็นโมเดลอย่างง่ายโดยให้ชื่อว่า"โมเดล ปลาทู" หรือ "Tuna Model" โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นเหมือนส่วนของปลาทู คือ1. ส่วนหัวปลาให้เป็นเรื่องของการมองวิสัยทัศน์ และทิศทางของการจัดการความรู้ ใช้ตัวย่อว่า KV( Knowledge Vision) งานในส่วนนี้จะเป็นของ "คุณกิจ" หรือผู้ดำเนินกิจกรรม (การจัดการความรู้)2.ส่วนท้องปลาให้เป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ ใช้ตัวย่อว่า KS ( Knowledge Sharing) งานในส่วนนี้จะเป็นของ "คุณอำนวย" โดยจะเป้นตัวช่วยให้ คุณกิจถ่ายทอดสิ่งที่รู้ออกมา3.ส่วนหางปลาให้เป็นเรื่องของการจัดเก็บคลังความรู้ใช้ตัวย่อว่า KA ( Knowledge Assets) งานในส่วนนี้พร้อมที่จะนำไปศึกษาต่อยอดได้
จากที่กล่าวมาแล้วที่เราต้องมาทำการจัดการความรู้เพราะว่า ในปัจจุบันการแข่งขันระหว่างองค์กรมีสูงทำให้ต้องนำความรู้ความสามารถมาใช้ให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการจัดการความรู้ที่ดีแล้วองค์กรก็ไม่สามารถแข่งขันอย่างยั่งยืนได้
เป้าหมายของการจัดการความรู้คือ การต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีการจัดเก็บ และนำความรู้มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สารสนเทศที่ช่วยในการจัดการความรู้คือ การจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ , ระบบสืบค้น , ระบบการเรียนรู้ , ระบบการประชุม , การเผยแพร่ผ่านระบบเครือข่าย , ระดมควมาคิดผ่านระบบเครือข่าย , ซอร์ฟแวร์ช่วยในการทำงานเป้นทีม (Groupware) และ Blog ,Webเพื่อช่วยในการกระจายความรู้สู่องค์กร
สรุปบทที่ 7 เทคโนโลยีสารสนเทศและ การจัดการความรู้
สรุปการจัดการความรู้
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น