ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไว้

ภาพนี้ดูแล้ว สงบ ขอขอบคุณ ที่นี่ เจ้าของภาพค่ะ

 

ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี

ถามตอบเรื่องพระรัตนตรัย

โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์

พระธรรม

 

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธะได้บรรลุธรรมอันสูงสุด พ้นจากทุกข์ทั้งสิ้นลำพังพระองค์เองแล้ว มิได้ทรงนิ่งเสวยสุขที่เกิดแต่ความพ้นทุกข์ อันเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ทรงมีพระกรุณา (เอ็นดูหรือสงสาร) และอุตสาหะ (บากบั่น) แสดงคำสั่งสอน ซึ่งเรียกว่า ศาสนธรรม (ธรรมคือคำสั่งสอน) เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอีกต่อไป เปรียบเหมือนบุคคลได้พบขุมทรัพย์อย่างประเสริฐ และได้บริโภคด้วยตนเอง ได้ประสพสุขเต็มที่แล้ว มิได้บริโภคทรัพย์นั้นจำเพาะตน มีกรุณาช่วยบอกทางที่จะดำเนินไปสู่ขุมทรัพย์นั้น และแนะนำให้ใช้ทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นอีกทั่วๆ ไป

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นหลักสำคัญของผู้ถือพระพุทธศาสนา ผู้สนใจศึกษาทรงจำ และต้องอาศัยเป็นหลักวิจารณ์เหตุและผล ประกอบกับอัตถะ คือเนื้อความ ประกอบด้วยพยัญชนะ คือถ้อยคำ ตามพระพุทธภาษิตว่า  

เย เต ธัมมา อาทิกัลยาณา มัชเฌกัลยาณา ปริโยสานกัลยาณา สาตถัง สัพยัญชนัง เกวลปริปุณณัง ปริสุทธัง พรหมจริยัง อภิวทันติธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวพรหมจรรย์ คือข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเหตุ พร้อมอัตถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง, ตถารูปาสสะ ธัมมา พหุสสุตา โหนติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกขิตา ทิฏฐิยา สุปปฏิวิทธา ธรรมเช่นนั้น เป็นส่วนอันผู้ศึกษาฟังมาก ทรงไว้เล่าด้วยปาก เพ่งด้วยใจ ขนด้วยทิฏฐิ” ดังนี้

พระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยพระโอษฐ์ (ปาก), ผู้ศึกษาก็ฟังด้วยโสต (หู) และทรงจำไว้แล้ว บอกแสดงต่อๆ กันไปด้วยปาก, ยังไม่ได้จดไว้ด้วยอักษร (หนังสือ) จึงมีคำสรรเสริญการฟังมากว่า พาหุสัจจะและสรรเสริญผู้ฟังจำได้มากว่า พหูสูต ดังนี้

เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ ธรรม ๑ วินัย ๑ ดังพระพุทธภาษิตว่า โย โว อานันท มยา ธัมโม จ วินโย จ เทสิโต ปัญญัตโต, โส โว มมัจจเยน สัตถาแปลว่า อานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้ว วินัยอันเราบัญญัติแล้ว อันใด แก่ท่านทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ธรรมและวินัยนั้น เป็นศาสดาแห่งท่านทั้งหลาย” ดังนี้

คำที่ทรงแสดงชี้ความจริง เพื่อผู้ปฏิบัติรู้เห็นตามเป็นจริง เป็นเครื่องกำจัดความรู้ผิดพลาด ได้ชื่อว่า ธรรม. พระบัญญัติที่ทรงตั้งไว้เป็นเครื่องป้องกันกิริยาวาจาที่ไม่สมควร สำหรับปรับโทษบรรพชิตผู้ประพฤติล่วง นับเนื่องถึงศีลที่ทรงบัญญัติสำหรับคฤหัสถ์ด้วย เพื่อรักษาหมู่ให้มีระเบียบเรียบร้อยดี เปรียบเหมือนด้ายควบคุมดอกไม้ที่ร้อยไว้ไม่ให้กระจัดกระจาย ชื่อว่า วินัย 

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ตามเรื่องราวของพระพุทธศาสนาแสดงว่า พระมหาเถระมีพระมหากัสสปเป็นต้น ได้ประชุมกันทำสังคายนา (*เคยอ่านจากพุทธธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ คือการปฐมสังคายนา)

ได้ประชุมกันทำสังคายนา คือร้อยกรองพระธรรมวินัยนั้น จัดเข้าเป็นหมวด ๓ เรียกว่า พระไตรปิฎก คือ พระวินัย คงตามหมวดเดิม ๑

ส่วนพระธรรม แยกออกเป็น ๒ คือ ส่วนที่แสดงถึงเรื่องราวกล่าวยกบุคคลเป็นที่ตั้ง (ปุคคลาธิฏฐาน) ได้ชื่อว่า พระสูตร หมวด ๑, ส่วนที่แสดงถึงสภาพ คือเหตุและผล ตลอดถึงธรรมที่ไม่ตาย (อมตธรรม) ยกธรรมเป็นที่ตั้ง (ธัมมาธิฏฐาน) ไม่กล่าวถึงบุคคล ได้ชื่อว่า พระปรมัตถ์หรืออภิธรรม หมวด ๑

แต่ก็ทรงบัญญัติที่บุคคลนั้นเอง ไม่ได้ทรงบัญญัติที่อื่น โดยนัยแห่งพระพุทธภาษิตที่ทรงแสดงแก่โรหิตัสสเทพบุตร เพราะฉะนั้น พระธรรมวินัย หรือพระไตรปิฎก จึงรวมลงที่บุคคลนั่นเอง

โดยนัยนี้ พระพุทธวจนะ (คำของพระพุทธเจ้า) ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ จัดเป็น ๒ คือ พระธรรม ๑ พระวินัย ๑

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหาเถระที่เป็นพุทธสาวก (ผู้ฟังของพระพุทธเจ้า) ก็ได้ประชุมกันทำสังคายนา (ร้อยกรองหรือเรียบเรียง) จัดเป็น ๓ หมวด จึงเรียกว่พระไตรปิฎ

เพราะท่านอ้างว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอง จึงเรียกว่า พระพุทธวจนะ หรือ พุทธภาษิต

เพราะเป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเรียกว่า พระพุทธศาสนา เพราะเป็นส่วนที่พึงเรียน จึงเรียกว่า ปริยัติธรรม ด้วยประการฉะนี้

 

เพิ่มเติมจากที่คัดลอกไว้ในช่องความคิดเห็น นำมารวมกันค่ะ

 

อนึ่ง บุคคลจะอยู่ลำพังผู้เดียวไม่ได้ จำต้องอาศัยกันอยู่เป็นหมู่ๆ ตั้งแต่หมู่น้อยถึงหมู่ใหญ่ ในหมู่นั้นๆ ย่อมีคนดีและคนชั่วต่างๆ กันปรากฏอยู่ เพราะกรรมคือการที่ทำอันเป็นส่วนต่างๆ กัน อนึ่ง ถึงบุคคลจะได้บรรลุผลที่ประสงค์ในชาตินี้สักเพียงไร ในที่สุด เมื่อสรีระร่างกายต้องแตกสลายไป ตามธรรมดาของสังขาร ทรัพย์สิ่งของนั้นๆ ตลอดถึงกิจการแม้ยังอยู่ ก็คงต้องตกอยู่สำหรับโลกนี้เอง ไม่มีใครนำไปด้วยได้แม้สักน้อย เพียงแต่สรีระก็นำไปด้วยไม่ได้ เมื่อผู้เกิดแล้วจำต้องถึงมรณะ เพราะสรีระแตกสลาย ธาตุทั้ง ๔ (หรือ ๕ เพราะเติมอากาศธาตุ) ซึ่งเป็นรูปกายแปรเปลี่ยนไปตามเรื่องแล้ว ยังคงเหลืออยู่ก็แต่ชื่อที่สำหรับเรียกกันเท่านั้น ดังพระพุทธภาษิตว่า นามเมวาวสิสสติ อักเขยยัง เปตัสส ชันตุโน “เมื่อผู้เกิดละไปแล้ว ชื่อที่สำหรับเรียกกันเท่านั้น ยังเหลืออยู่” แม้เช่นนั้น ก็ยังต่างกัน ชื่อของผู้ประพฤติดีย่อมเป็นศรีเป็นเกียรติอันงามปรากฏอยู่ เป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนชื่อของผู้ประพฤติชั่วเป็นโทษที่พึงติเตียนเป็นเกียรติที่เลวปรากฏอยู่ เป็นตัวอย่างที่ชั่วช้าสำหรับผู้ได้รู้ในภายหลัง ส่วนผู้ละโลกนี้ไปแล้ว จะเป็นอย่างไร มีคำที่ท่านอ้างว่าเป็นพุทธภาษิต แสดงไว้ในบางแห่ง เช่นคำว่า

 

ยถากัมมัง คมิสสันติ ปัญญปาปผลูปคา
นิรยัง ปาปกัมมันตา ปุญญกัมมา จ สุคติง
“สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้เข้าถึงผลของบุญและบาป จักไปตามกรรม ผู้มีกรรมเป็นบาป จักไปในที่ไม่มีความเจริญ ผู้มีกรรมเป็นบุญ จักไปสู่ที่ไปที่ดี”
ตัสมา กเรยย กัลยาณัง นิจยัง สัมปรายิกัง
เพราะฉะนั้น เมื่อสั่งสมกรรมอันจะให้ผลในภายหน้า จึงสมควรทำกรรมที่ดี ที่เป็นเครื่องชำระความชั่ว อันได้ชื่อว่าบุญ

ดังพุทธพจน์ที่ว่า
ปุญญานิ ปรโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปาณินัง
บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ดังนี้เป็นต้น

ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธะได้ตรัสรู้และทรงแสดงนั้น เป็นความจริงและเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติตาม ตามควรแก่เหตุ เป็นธรรมอันไม่ตาย และไม่เจ็บไม่แก่, เพราะฉะนั้น จึงอาจเป็นที่พึ่งป้องกันภัยแก่ผู้นับถือระลึกถึง, แต่ต้องระลึกถึงให้มั่นจริง

ดังพระพุทธภาษิตที่แสดงในธชัคคสูตรว่า ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระลึกถึงเรา ก็พึงระลึกถึงธรรมว่า ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวดีแล้ว อันผู้ศึกษาและปฏิบัติเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรกล่าวว่า ท่านจงมาดู, ควรน้อมเข้ามา อันผู้รู้พึงรู้จำเพาะตน เมื่อท่านทั้งหลายระลึกถึงธรรมอยู่, ความกลัว ความหวาดหวั่นสยองขน จักเสื่อมหายไป ดังนี้.

 

พระธรรมนั้นมีคุณ คือทรงผู้ปฏิบัติไว้ ป้องกันไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว มีแต่นำไปสู่ความเจริญฝ่ายเดียว ดังพระพุทธภาษิตว่า ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไว้, 

 

ธัมโม สุจิณโณ สุขมาวหาติ ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาเอสานิสโส ธัมเม สุจิณเณ นี้อานิสงฆ์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้วน ทุคคตี คัจฉติ ธัมมจารี ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ที่ชั่ว ด้วยประการฉะนี้ 

 

 

 

 

 

 

มาแก้ไขขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าแล้วค่ะ

ขอบคุณทุกท่านค่ะ ที่มาอ่าน มีข้อธรรมน่าเรียนรู้ อ่านกรุณาแนะนำด้วยค่ะ