อนึ่ง บุคคลจะอยู่ลำพังผู้เดียวไม่ได้ จำต้องอาศัยกันอยู่เป็นหมู่ๆ ตั้งแต่หมู่น้อยถึงหมู่ใหญ่ ในหมู่นั้นๆ ย่อมีคนดีและคนชั่วต่างๆ กันปรากฏอยู่ เพราะกรรมคือการที่ทำอันเป็นส่วนต่างๆ กัน อนึ่ง ถึงบุคคลจะได้บรรลุผลที่ประสงค์ในชาตินี้สักเพียงไร ในที่สุด เมื่อสรีระร่างกายต้องแตกสลายไป ตามธรรมดาของสังขาร ทรัพย์สิ่งของนั้นๆ ตลอดถึงกิจการแม้ยังอยู่ ก็คงต้องตกอยู่สำหรับโลกนี้เอง ไม่มีใครนำไปด้วยได้แม้สักน้อย เพียงแต่สรีระก็นำไปด้วยไม่ได้ เมื่อผู้เกิดแล้วจำต้องถึงมรณะ เพราะสรีระแตกสลาย ธาตุทั้ง ๔ (หรือ ๕ เพราะเติมอากาศธาตุ) ซึ่งเป็นรูปกายแปรเปลี่ยนไปตามเรื่องแล้ว ยังคงเหลืออยู่ก็แต่ชื่อที่สำหรับเรียกกันเท่านั้น ดังพระพุทธภาษิตว่า นามเมวาวสิสสติ อักเขยยัง เปตัสส ชันตุโน “เมื่อผู้เกิดละไปแล้ว ชื่อที่สำหรับเรียกกันเท่านั้น ยังเหลืออยู่” แม้เช่นนั้น ก็ยังต่างกัน ชื่อของผู้ประพฤติดีย่อมเป็นศรีเป็นเกียรติอันงามปรากฏอยู่ เป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนชื่อของผู้ประพฤติชั่วเป็นโทษที่พึงติเตียนเป็นเกียรติที่เลวปรากฏอยู่ เป็นตัวอย่างที่ชั่วช้าสำหรับผู้ได้รู้ในภายหลัง ส่วนผู้ละโลกนี้ไปแล้ว จะเป็นอย่างไร มีคำที่ท่านอ้างว่าเป็นพุทธภาษิต แสดงไว้ในบางแห่ง เช่นคำว่า

 

ยถากัมมัง คมิสสันติ ปัญญปาปผลูปคา
นิรยัง ปาปกัมมันตา ปุญญกัมมา จ สุคติง
“สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้เข้าถึงผลของบุญและบาป จักไปตามกรรม ผู้มีกรรมเป็นบาป จักไปในที่ไม่มีความเจริญ ผู้มีกรรมเป็นบุญ จักไปสู่ที่ไปที่ดี”
ตัสมา กเรยย กัลยาณัง นิจยัง สัมปรายิกัง
เพราะฉะนั้น เมื่อสั่งสมกรรมอันจะให้ผลในภายหน้า จึงสมควรทำกรรมที่ดี ที่เป็นเครื่องชำระความชั่ว อันได้ชื่อว่าบุญ
ปุญญานิ ปรโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปาณินัง
บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ดังนี้เป็นต้น