โปรดอ่านข่าวนี้ ประกอบเรื่องราวความเจ็บปวดของผม ในการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย   ซึ่งอาจมีมุมมองไม่ตรงกับที่เขียนในข่าว   และอาจไม่ตรงกับคนที่สะใจกับการมีความขัดแย้งในมหาวิทยาลัย
 
          การทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นการรับใช้สังคมอย่างหนึ่ง   โดยทำหน้าที่ governance หรือกำกับดูแล เพื่อให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่รับใช้สังคมอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิผล มีความสุจริต   เป็นการใช้ทรัพยากรของสังคมเพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง   ไม่มีการเบียดบังเอาไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน   ไม่มีการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
 
          เมื่อเห็นมหาวิทยาลัยที่ผมเข้าไปเป็นกรรมการสภาฯ มีผลงานดี มีความราบรื่น ทำประโยชน์ให้แก่สังคมในหลากหลายด้าน   ผมก็มีความสุข 
 
          แต่เป็นธรรมดาโลก ที่สังคมมีความซับซ้อน   มองได้หลายแง่มุม   “ความถูกต้อง” ของคนหนึ่ง อาจตรงกันข้ามกับ “ความถูกต้อง” ของอีกคนหนึ่ง   เพราะมองต่างมุม รวมทั้งอารมณ์ที่ใช้ประกอบการมองก็เจือผลประโยชน์ส่วนตนที่แตกต่างกัน   รวมทั้งสังคมมหาวิทยาลัยเป็นสังคมเพื่อความสร้างสรรค์   จึงต้องส่งเสริมการมองต่าง สำหรับเป็นองค์ประกอบของการสร้างสรรค์   แต่มีบางกรณีที่การมองต่างมันเลยเถิดไปเป็น “ยึดมั่นต่าง”   จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น
 
          เมื่อความขัดแย้งลุกลามเป็นความต้องการเอาชนะกัน   ใช้กโลบายทุกชนิดที่มีเพื่อเอาชนะ   รวมทั้งการปลุกปั่นนักศึกษา ให้ใช้การกดดันด้วยอารมณ์ (ม็อบ)   เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมในสายตาของผม
 
          ดังนั้น ที่ มช. เมื่อวาน ผมจึงนึกชมกลุ่ม นศ. ที่ออกมาแสดงความต้องการ   ว่าเขาใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่ไม่มาชุมนุมกดดันที่ตึกสำนักงานสภามหาวิทยาลัยที่เราประชุมกันอยู่   การแสดงออกซึ่งความต้องการของกลุ่มนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้   แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เป็นปัญญาชนพึงกระทำอย่างมีวุฒิภาวะ   และแสดงความเคารพผู้อื่นด้วย
 
          การปลุกปั่นอารมณ์ ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ให้ข้อมูลป้ายสีผู้อื่น และแสดงท่าทีข่มขู่   เป็นสิ่งที่ผมรังเกียจ   และเจ็บปวดเสมอเมื่อเห็นว่าเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย   ไม่ว่ามหาวิทยาลัยใด  เพราะมันบอกว่าสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมมหาวิทยาลัย ยังด้อยพัฒนา  
 
          ที่จริงการปลดคณบดีนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความล้มเหลวของสภาฯ เพราะสภาฯ เป็นผู้แต่งตั้งคณบดีทุกคน   ซึ่งจะต้องพิจารณาแล้วว่าคณบดีท่านนั้นเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้น   และเมื่อแต่งตั้ง ก็จะมีกลไกสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ทำหน้าที่ลุล่วงด้วยดี   และเมื่อเผชิญอุปสรรค ก็สามารถฟันฝ่าได้   เหตุการณ์นี้บอกผมว่าสภาฯ ผิดพลาด   และผมก็เป็นส่วนหนึ่งของสภาฯ นี้
 
          คณะกรรมการสรรหาคณบดีท่านนี้ ก็ควรจะต้องรู้สึกเจ็บปวด   ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดสอนเราว่าการสรรหาคราวนั้นผิดพลาด 
 
          ที่จริงผู้มีส่วนผิดพลาดหรือบกพร่องมีมากกว่าสภาฯ   เพราะในความเห็นของผม เมื่อมีการแต่งตั้งคณบดีใหม่   ย่อมเป็นหน้าที่ของอธิการบดีที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือในลักษณะ facilitate, coach, advice, empower ตามความเหมาะสม   เพื่อให้การบริหารงานของคณะดำเนินลุล่วงด้วยดี  
 
          แต่ในหลายกรณี ไม่เป็นเช่นนั้น   เพราะวัฒนธรรมมหาวิทยาลัย เป็นวัฒนธรรมของผู้ที่ถือตัวว่าเก่ง   การเข้าไป โค้ช อาจถูกตีความว่า ไม่ไว้ใจในความสามารถ   หรือเข้าไปก้าวก่าย   อธิการบดีบางท่านจึงเลือกที่จะอยู่ห่างๆ   ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว   คณบดีจึงต้องเผชิญคลื่นลมแบบเดียวดาย

 

          วัฒนธรรม “ข้ามาคนเดียว” ไม่ทำงานเป็นทีมเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยในภาพรวม จึงมีส่วนทำให้ความผิดพลาดเล็กๆ   ไม่ได้รับการแก้ไข และขยายตัวลุกลาม   โดยอาจมี “เชื้อไฟ” แห่งอคติ และโลภะ โทสะ โมหะ ของผู้เกี่ยวข้อง เข้าไปโหม  กลายเป็นความขัดแย้งเพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่มเป็นหลัก   เป็นผลประโยชน์บนความสูญเสียของส่วนรวม คือมหาวิทยาลัย และสังคมส่วนรวม   ที่ทำให้ความเคารพเชื่อถือซึ่งกันและกันเสื่อมคลาย   ทำให้ผมเจ็บปวด
 
          ผมไม่ชอบ ที่สังคมมหาวิทยาลัยแสดงออกในลักษณะทะเลาะกัน   และเห็นด้วยกับกรรมการสภาฯ ท่านหนึ่งที่ให้ความเห็นว่า   หากทะเลาะกัน มีลักษณะเพื่อเอาชนะกันชัดเจน  ต้องตัดสินให้แพ้ทั้งคู่
          และผมรังเกียจการต่อสู้กันด้วยการไปปลุกปั่นนักศีกษาให้เข้ามาใช้อารมณ์ในการกดดัน   ด้วยการขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง   กรรมการท่านหนึ่งเล่าเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอาจารย์ผู้ใหญ่ ๒ คน เมื่อเกือบ ๕๐ ปีมาแล้ว   และมีการดึงเอานักศึกษาแพทย์เข้าไปกดดันด้วยการหยุดเรียน   ท่านเล่าว่าตัวท่านเองในเวลานั้นมองโลกเป็นสองสีเท่านั้น คือขาวกับดำ   
 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ค. ๕๔