เกริ่นนำ

          บันทึกชุด "Blog กับการปฏิบัติระบบการศึกษา" เป็นบันทึกที่สะท้อนมุมมองของการศึกษาตามรูปแบบที่เกิดขึ้น เป็นอยู่ และมุมมองมิติในอนาคตที่อาจจะหรือน่าจะเกิดขึ้นสำหรับวงการการศึกษา  ซึ่งกระผมเองขอนำเสนอโดยใช้คำว่า "ปฏิวัติ" และ "รูปแบบของแถลงการณ์คณะปฏิวัติ" มาเป็นรูปแบบในการดำเนินเรื่องดังกล่าวข้างต้น ผนวกกับการใช้รูปแบบของการเขียนรายงานการวิจัยเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะดูแปลกและผิดหูผิดตาไปบ้างครับ

          เป้าหมายหลักสำคัญที่เขียนบันทึกชุดนี้และเลือกรูปแบบนี้เป็นการนำเสนอก็เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เติมเต็มและต่อยอดตามสไตล์ "กบฏทางวิชาการ" เป็นสำคัญ

          ถ้าเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ครูบาอาจารย์ทุก ๆ ท่านมีข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มเติมใด ๆ จะเป็นสิ่งที่เป็นพระคุณอย่างสูงครับ

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ


 

แถลงการณ์การปฏิวัติการศึกษาฉบับที่ 1


ความเป็นมาและความสำคัญของการปฏิวัติ
             ย้อนกลับไปในอดีต การศึกษาสำหรับประชาชนคนสามัญ ที่รัฐจะถือเป็นภาระนั้นยังไม่มี ผู้ชายศึกษากับหลวงตาในวัด ผู้หญิงก็เข้ารั้วเข้าวัง เหตุการณ์เริ่มแปรเปลี่ยนไปนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มมีการคิดถึงการศึกษาแบบตะวันตกอย่างเป็นระบบ และในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี้เอง ความคิดเรื่องการศึกษาได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ การเปลี่ยนโฉมไปของการศึกษาทำให้เกิดคำถามหลาย ๆ อย่าง โดยคำถามสำคัญที่นักการศึกษาถูกถามบ่อย ๆ นั้นก็คือ “คนในปัจจุบันมีการศึกษาสูงขึ้นมากกว่าในอดีตใช่หรือไม่ ถ้าใช่ทำไมสภาพสังคมถึงได้เสื่อมถอยสวนทางกับการศึกษาของคนในสังคมที่สูงขึ้น”นักการศึกษาก็ตอบรับคำถามและกระแสของสังคมโดยนำการศึกษาของบ้านเราเข้าสู่ยุคการปฏิรูป ซึ่งผลงานเชิงประจักษ์ที่ผ่านมาเกือบหนึ่งทศวรรษได้ก่อให้เกิดวาทกรรมมากมายที่ยังไม่สามารถตอบโจทย์เติมได้เท่าใดนักว่า “ทำไมความเจริญด้านการศึกษาของคนจึงสวนทางกับความเจริญของสังคม”

การปฏิรูปนั้นเพียงพอหรือยังหรือพวกเราจะต้องพึ่งพา “การปฏิวัติ”


           การปฏิรูป เป็นการแก้ไข ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบโดยยึดฐานอยู่บนการศึกษาแบบเดิมที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน แล้วการศึกษาแบบเดิมตั้งอยู่บนรากฐานไหนล่ะ?......

           การศึกษาของเรามีรากฐานมาจาก การเดินทางเข้ามาของนักศึกษาซึ่งอยู่ในรูปของพ่อค้าและนักแสวงบุญโดยอยู่ภายใต้ชื่อของคำว่า “นักพัฒนา” เพื่อจัดการและสร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นบนดินแดนที่ถูกมองว่าเสื่อมโทรมและล้าหลัง  จากการนำเข้าของชุดความรู้ทั้งชุด ไม่ว่าจะเป็นระบบศาสนา การศึกษาและการแพทย์ ซึ่งนำไปสู่สูตรสำเร็จที่จะพัฒนาประเทศของเราแบบเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา 

            นักการศึกษาที่อยู่ภายใต้ชื่อของนักพัฒนานั้น ได้พยายามใช้เทคนิคและกระบวนการในการจัดระเบียบสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นความรู้และความจริง นักพัฒนา ได้พยายามสร้างรูปแบบการศึกษาต่าง ๆ เพื่อเข้ามาครอบงำและจัดระเบียบ ภายใต้ชื่อของแขนงวิชาที่เรียกกันว่า “อาณาบริเวณศึกษา” อาทิเช่น เอเชียศึกษา หรือว่าไทยศึกษา โดยยึดสภาพการณ์ต่าง ๆ ของความด้อยพัฒนาของประเทศเรานั้นเป็นศูนย์กลาง  ซึ่งทำให้เกิดการผูกขาดในการสร้างกฎเกณฑ์มาตรฐานทางด้าน “ความรู้” และ “ความจริง” ของประเทศ

            รวมทั้งพูดอวดอ้างสรรพคุณของตนเองอีกว่า เขามีวิธีการในการแก้ไขปัญหาด้อยพัฒนาเหล่านั้น ซึ่งเป็นการจัดการช่องว่างต่าง ๆ ทำให้ไม่มีที่เหลือว่างให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมพื้นบ้าน รวมทั้งกีดกัน ปิดกั้น และแทนที่ด้วยระบบความรู้ชุดใหม่ที่เรียกว่า “การพัฒนา” ซึ่งความรู้ชุดนี้จุดสำคัญอยู่ที่การพยายามปราบราบและกำจัดความด้อยพัฒนาให้หมดสิ้นไปในประเทศของเราซึ่งจะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา


             จากการพยายามปราบปรามสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นี่เองทำให้เกิดสถาบันการศึกษาและองค์กรต่าง ๆ ตามมาเพื่อจัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมในประเทศอย่างมากมาย และยังทำการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนในประเทศของตนเอง (ประเทศที่พัฒนาแล้ว) โดยให้ทุนหรือออกนโยบายให้รัฐบาลของประเทศของเรา ให้ทุนการศึกษาเพื่อนำปัญญาชนมาเรียนกันอย่างมากมาย ซึ่งการจัดตั้งหลักสูตรหรือจัดชั้นความด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา หรือพัฒนาแล้วนั้นนำเอากฎเกณฑ์ของประเทศทางตะวันตกมาเป็นมาตรวัด รวมทั้งพยายามสร้างมาตรวัดในเรื่องของเศรษฐกิจและที่สำคัญก็คือ สร้างมาตรวัดการพัฒนาในเรื่องของการเมืองการปกครองอีกด้วย


            ผลลัพธ์ของระบบการพัฒนาแบบนี้ ทำให้มนุษย์ในประเทศโลกของเรา เป็นมนุษย์ที่ไม่มีจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีประสิทธิภาพและเป็นมนุษย์ที่ขัดขวางการพัฒนา เป็นบุคคลที่โง่เขลา ขี้เกียจ ขาดทักษะและขาดความรับผิดชอบ จะต้องได้รับการควบคุม จัดระเบียบและพัฒนาอย่างเร่งด่วน โดยออกนโยบายการวางแผนชีวิตและครอบครัว นโยบายสังคมสังเคราะห์ ซึ่งทำการโดยผ่านสถาบัน โดยการจัดตั้งสถาบันประชากรศาสตร์ขึ้นอย่างมากมาย


           ชุดการศึกษาแบบเบ็ดเสร็จดังที่กล่าวมา ยังได้ทำการปิดกั้นกระบวนการสร้างความรู้และความจริง โดยไม่ยอมรับความรู้ความคิดเห็นของคนภายในประเทศด้วยกันเอง พิจารณาในเรื่องของศักดิ์ศรีและความไม่เท่าเทียมกันในการเป็นมนุษย์ โดยมองคนในประเทศว่าเป็นคนที่มีแนวความคิดล้าหลัง มีการคิดและตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มีความเป็นมนุษย์ที่ด้อยกว่าคนในเมืองหลวงหรือในจุดศูนย์กลางของประเทศ โดยเฉพาะความคิดความเชื่อต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถวัดได้ พิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น  ดังนั้นจึงเป็นการตัดขาดชาวบ้านและชุมชนจากกระบวนการสร้างองค์ความรู้โดยปริยาย

            ดังนั้นรัฐบาลจึงเข้ามาควบคุมจัดระเบียบในทุก ๆ ด้าน โดยมีสูตรสำเร็จที่จะสามารถรักษาความยากจนและความด้อยพัฒนาด้านการศึกษาของชุมชน โดยมีสูตรการเยียวยาแบบเบ็ดเสร็จซึ่งได้รับมาจากประเทศทางตะวันตก นำความรู้ทั้งชุดเข้ามาปรับระบบการศึกษาและระบบความคิดของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความซาบซึ้งของระหว่างผู้ให้และผู้รับ ในเมืองกับชนบท อาจารย์และนักศึกษา ผู้สอนกับผู้เรียน รวมทั้งทำให้เกิดยอมรับโดยดุษฎีถึงความไม่รู้และด้อยพัฒนาของผู้ไม่มีการศึกษาที่เกิดขึ้นภายในระบบที่รัฐบาลจัดไว้ให้  "ถ้าไม่ได้เรียนในระบบถือว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีการศึกษา" ถ้าเรียนในระบบต้องใช้เทคนิควิธีการที่ระบบจัดไว้ให้จึงมีคุณภาพตามที่ระบบกำหนดไว้

            และถ้าเราจะคิดนอกกรอบ ศึกษานอกกรอบ หลุดออกจากกรอบระเบียบวิธีการ (Methodology) ต่าง ๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากระบบซึ่งมาจากรากฐานเดิม ๆ ดังที่กล่าวว่าข้างต้นทั้งระบบความรู้ ระบบความคิด ระบบชีวิตและระบบการศึกษา บางครั้งเราก็ต้องปรับเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคนเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นจากระบบฐานคิดแบบเดิม ๆ เพื่อสร้างกฎเกณฑ์มาตรฐานทางด้าน “ความรู้” และ “ความจริง” ของประเทศชุดใหม่ซึ่งอยู่บนรากฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชนของประเทศที่มีชื่อว่า "ไทย"