ดอก หอมทั่วทุ่ง หุง หอมทั่วบ้าน
“อันเมืองไชยา ใครไปใครมา ข้าวปลาไม่อด อารี อารอบ ไม่ชอบ ถือยศ เป็นที่ปรากฏ แต่ไหน แต่ไร มา”
เมืองไชยา นอกจากจะมีมรดกทางวัฒนธรรมหลายอย่างแล้ว ยังมีมรดกทางธรรมชาติอีกหลายอย่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ทะเล และหนึ่งในนั้นก็คือ ข้าวหอมที่ขึ้นชื่อ คือ “ข้าวหอมไชยา”
ความเป็นมาของข้าวหอมไชยา
มีผู้ที่รู้ ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา เล่าว่า เดิมเมืองไชยาปลูกข้าวอยู่ 2 ชนิด คือ ข้าวหล้า จะปลูกในที่ดอน ได้แก่ ข้าวกันตัง ปลูกประมาณเดือนสิงหาคม – ธันวาคม และเก็บเกี่ยวประมาณ กพ. – เม.ย. และอีกชนิดหนึ่งคือข้าวเบา (ชาวบ้านเรียกอย่างนั้น) ได้แก่ข้าวหอม เช่น หอมไชยา หอมห่วง หอมแดง ซึ่งปลูกกันมาช้านานแล้ว คนอายุ 60-70 ปี เกิดมาก็พบเห็นข้าวหอมนี้แล้ว
ลักษณะเด่นของข้าวหอมไชยา คือต้นใหญ่ แตกกอดี สูงถึง 150 ซม. ต้านทานศัตรูพืชได้ดี รวงยาวสีเหลือทอง เมล็ดใหญ่ป้อม กลิ่นหอม มีความนิ่ม-เหนียว ใกล้เคียงกับข้าว กข.21 แต่มีข้อเสียคือ หุงไม่ขึ้นหม้อ จะเปลืองข้าวสารมากกว่าข้าวชนิดอื่น (ดอก หอมทั่วทุ่ง หุง หอมทั่วบ้าน) คือ
- ยามข้าวออกดอกจะมีกลิ่นหอมของดอกข้าวทั่วไปทั่งทุ่ง ถ้าผ่านทุ่งนาจะได้กลิ่นหอมของดอกข้าว และ
- เมื่อหุงข้าวหอมไชยา ใครผ่านไป-มา จะรู้ได้เลยว่า บ้านนี้กำลังหุงข้าวหอมไชยา เพราะได้กลิ่นหอมไปทั่วบ้าน

ภาพกิจกรรม การแลกเปลี่ยนและเยี่ยมชมแปลงนาข้าวหอมไชยา
พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวหอมไชยา คือบริเวณทุ่งไชยา ดิน เป็นดินเหนียว ปนทราย มีลักษณะร่วน น้ำ เป็นนาน้ำลึก อากาศ เหมาะกับภาคใต้ เป็นข้าวนาปี เริ่มปลูกเดือนเมษายน – กรกฎาคม และมีเทคนิคอยู่ว่า ให้เอาดินขี้ค้างคาวจุ่มชุบรากกล้าข้าว ก่อนใช้ปักดำ
พื้นที่เพาะปลูกปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ตำบลละเม็ดและตำบลโมถ่าย พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ มีเกษตรกรที่สนใจปลูก 24 ราย ผลผลิตประมาณ 50 ถัง/ไร่ สาเหตุที่มีการปลูกข้าวหอมไชยากันน้อย เพราะว่า ช่วงหนึ่งรัฐ (เกษตร) ได้ส่งเสริมให้ชาวนาเพาะปลูกข้าวพันธุ์ กข. ที่ให้ผลผลิตสูง ไม่ไวแสง ปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ชาวนาจึงหันมาปลูกข้าว กข. กันมากขึ้น จนเลิกปลูกข้าวหอมไชยาไปเลย ศัตรูที่สำคัญของข้าวหอมไชยา คือ หอยเชอร์รี่และเพลี้ยกระโดด
ปัญหาที่พบในข้าวหอมไชยา
1. การขาดแหล่งน้ำในการทำนา ที่นาถูกแบ่งเป็นสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา
2. พันธุ์ข้าว ไม่ใช่พันธุ์แท้ดั้งเดิม มีการผสมข้ามสายพันธุ์ สีซีดไม่ใช้สีเหลือทอง เหมือนในอดีต
3. เป็นพันธุ์ที่เมล็ดเล็ก แข็ง หุงไม่ขึ้นหม้อ ซึ่งผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยม
4. พ่อค้าคนกลางกดราคา และใช้เทคนิคทางการค้า เช่น ข้าวเปลือก 1 ถัง ต้องหนัก 11 กก. (จาก 10 กก.) ราคา 12 บาท/กก.
5. อาจจะสูญพันธุ์ในอนาคต เพราะไม่มีการเก็บเชื้อพันธุ์ และผู้บริโภคไม่ค่อยนิยม
แนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู
1. ต้องสืบค้นเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมไชยาที่เป็นพันธุ์แท้ ขณะนี้ ทราบว่ามีเมล็ดพันธุ์แท้ เก็บอยู่ที่ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว จังหวัดปทุมธานี และอีกช่องทางหนึ่งคือ ต้องคัดพันธุ์โดยชาวนาเอง
2. ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม สืบค้นจากคนรุ่นก่อน ๆ การทำแปลงขยายพันธุ์เอง
3. การรวมกลุ่มของชาวนา
- รวมกลุ่มผลิต เพื่อลดต้นทุนและลดความเสี่ยง
- รวมกลุ่มแปรรูปและจำหน่าย ไม่ต้องผ่านพ่อค้า ซึ่งราคาข้าวหอมไชยาจะ มีความเคลื่อนไหวสูง ข้าวเปลือกราคา กก. ละ 12 บาท ข้าวสารราคา กก.ละ 50-60 บาท และเมล็ดพันธุ์ราคา กก.ละ 35 บาท ซึ่งจะเห็นว่ามีความแตกต่างมากพอสมควร
ในส่วนของภาครัฐ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูข้าวหอมไชยา กันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยสนับสนุนให้มีการจัดทำแปลงขยาย คัดเชื้อพันธุ์ ในแปลงของชาวนาที่สมัครใจ จำนวน 24 ราย ได้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว แต่พันธุ์ข้าวที่ได้ ยังไม่เหมือนกับข้าวหอมไชยาในอดีต มีการผสมข้ามพันธุ์ไปบ้าง ไม่อ่อนนุ่ม ความหอมน้อยลงไปมาก สีเหลือทองก็ซีดลง
การฟื้นคืนถิ่นของข้าวหอมไชยา ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ต้องอาศัยความร่วมไม้ ร่วมมือ จากหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ท้องถิ่น เกษตรกร ที่จะช่วยกัน นำข้าวหอมไชยาคืนถิ่นท้องทุ่งไชยา ความหวังอาจจะไม่ไกลนัก ถ้าทุกฝ่ายให้ความสำคัญ แม้ว่าพื้นที่นาจะเหลือน้อยเต็มทีก็ตาม
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม /- คุณลิขิต ดิษยนาม /- คุณภิรมย์ อินทรคง 077-228339 /- คุณประสงค์ หีตอนันต์ 081-7876490 /- คุณสง่า มณีรัตน์ 084-8466535
ชัยพร นุภักดิ์