วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๔
ดิฉันได้ไปสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประเภทรับตรง ณ หน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อาคาร SM Tower สนามเป้า กรุงเทพมหานคร นักเรียนเหล่านี้เป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดห่างไกล เราจึงจัดการสัมภาษณ์ที่กรุงเทพฯ
ดิฉันเดินทางไปถึงหน่วยประสานงานฯ เมื่อเวลาประมาณ ๐๗.๔๐ น. ปรากฏว่ามีนักเรียนมารออยู่จำนวนมาก นั่งเรียงแถวจนเต็มพื้นที่ที่จัดไว้ เจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการการศึกษาจัดเตรียมเอกสารต่างๆ กันอย่างแข็งขัน ได้รู้ว่ามีนักเรียนที่เลือกหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จำนวนมาก ดิฉันจึงขอเริ่มการสัมภาษณ์ตั้งแต่ ๐๘.๑๐ น. เพราะเกรงจะทำงานไม่ทันเวลา
นักเรียนที่มาสัมภาษณ์เข้าหลักสูตรพยาบาลฯ มีจำนวนมากที่สุดคือ ๗๖ คน ดิฉันสัมภาษณ์เอง ๔๕ คน ที่เหลือ ผศ.ดร.สุพิศ ฤทธิ์แก้ว ผู้อำนวยการศูนย์บริการการศึกษาช่วยสัมภาษณ์ให้ นักเรียนจำนวนมากมาจากภาคอีสาน รองลงไปคือภาคเหนือ จำนวนไม่มากมาจากจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ
เป็นที่สังเกตว่านักเรียนหลายคนเตรียมข้อมูลเหตุผลที่เลือกมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มาตอบ เช่น บอกว่าเลือกเพราะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ... ฟังดูแล้วจะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง ดิฉันต้องขอให้ตอบออกมาจากใจ อย่างตรงไปตรงมา จึงได้คำตอบ เช่น อยากไปไกลบ้าน ประกาศรับเร็วจึงมาลองสัมภาษณ์ดู เป็นต้น ดูนักเรียนสบายใจที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมามากกว่า หลายคนยอมรับว่าได้สมัครสถาบันอื่นหรือเลือกสาขาอื่นไว้ด้วย หากได้สถาบันที่อยู่ใกล้บ้านก็จะเลือกที่นั้น
ที่น่ายินดีคือมีนักเรียนบางคนบอกว่าที่เลือกจะมาเรียน เพราะรุ่นพี่ที่โรงเรียนซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ที่ ม.วลัยลักษณ์ แนะนำให้มา
นักเรียนจำนวนหนึ่งนำแฟ้มสะสมงานมาโชว์ อีกส่วนหนึ่งบอกว่าเตรียมแฟ้มไม่ทัน ดิฉันจึงรู้ว่าแฟ้มเหล่านี้บางทีก็ทำกันขึ้นมาไม่นาน เมื่อปีก่อนก็เคยเจอตอนสัมภาษณ์นักเรียนคนหนึ่งบอกว่าอยากเรียนพยาบาลมากเพราะชอบเหลือเกิน แต่ในหน้าแรกของแฟ้มสะสมงานพรรณาว่าอยากเรียนสาขา...ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จึงอยากให้ (ครู) ช่วยกันปลูกฝังให้นักเรียนแสดงออกอย่างจริงใจ อย่าเสแสร้งสร้างภาพ
นักเรียนหลายคนบอกว่าชอบ อยากเป็นพยาบาลด้วยเหตุผลนานาประการ แต่ดิฉันเชื่อว่านักเรียนยังไม่รู้จักจริงๆ ว่าเป็นพยาบาลเป็นอย่างไร เรียนอย่างไร ปัจจัยที่จะทำให้เรียนสำเร็จหรือไม่ มีมากกว่าความชอบหรือไม่ชอบ
ดิฉันคิดเปรียบเทียบกับตนเอง ตอนที่เลือกเรียนพยาบาล ไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไร แต่ผู้ปกครองบอกให้เลือกเอาไว้สักหนึ่งอันดับ (สมัยก่อนในการสอบ entrance เลือกได้ ๖ อันดับ) เมื่อสอบได้และเข้าเรียน ปีแรกๆ ยังไม่ค่อยตั้งใจเรียนเท่าไหร่ แต่พอเริ่มเรียนรายวิชาที่เกี่ยวกับการพยาบาล มีอาจารย์พยาบาลที่สอนและแสดงให้เห็นว่าวิชาชีพการพยาบาลมีคุณค่าอย่างไร และเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เราอยากเป็นพยาบาลที่ดีบ้าง รู้สึกว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ดี
ในเวลาที่สัมภาษณ์เราจะดูด้วยว่าผลการเรียนของนักเรียนเป็นอย่างไร ทั้งผลการเรียนเฉลี่ย และในสาระด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ โรงเรียนที่เรียนมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ระดับไหน นักเรียนเกือบทั้งหมดที่มาสัมภาษณ์จะมีผลการเรียนเฉลี่ย (๔ ภาคการศึกษา) เกิน ๓.๕๐ ปีที่ผ่านๆ มาก็คล้ายกัน แต่พอเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย บางคน (หลายคน) ผลการเรียนจะตกลงมาก โดยเฉพาะรายวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ชีววิทยา เคมี บางคนถึงกับได้ F ปัญหาส่วนนี้คงต้อง explore ต่อไปว่าเป็นเพราะอะไร
ดิฉันดู GPA เป็นส่วนประกอบและไม่ได้สัมภาษณ์วัดความรู้ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเรียนได้ ถ้าเราจัดการเรียนการสอนเป็น เคยมีการสัมภาษณ์วัดความรู้เรื่องการคำนวณ ความรู้ด้านชีววิทยา เคมี ฯลฯ เพราะอยากได้เด็กเก่ง แต่ดิฉันมีความเห็นว่าเรื่องของความพร้อมในการเรียนและการใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยมีความสำคัญกว่า
ดิฉันพบว่านักเรียนหลายคนมีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นนักกีฬาระดับโรงเรียน ระดับจังหวัด เล่นดนตรีไทย เย็บใบตอง วาดภาพ ฟ้อนรำ จัดสวนถาด ฯลฯ บางส่วนเคยทำหนังสือเล่มเล็ก ทำงานจิตอาสา เด็กหลายคนได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ตอนอยู่มัธยมฯ ต้น แต่พออยู่มัธยมฯ ปลายก็ไม่ได้ทำต่อ มุ่งการเรียนเพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้มากกว่า
ดิฉันรู้สึกดีที่พบว่าเด็กมีความสามารถที่หลากหลายและคิดว่าต่อไปสำนักวิชาฯ ควรจะต้องสนับสนุนให้เขาได้ทำกิจกรรมที่เคยทำได้ดีเพิ่มมากขึ้น
วัลลา ตันตโยทัย