2. ความแตกต่างระหว่างแผนกลยุทธ์แผนปฏิบัติงานระยะยาวแบบดั้งเดิมและแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของหน่วยงาน หน่วยงานที่ไม่ได้จัดทำแผนกลยุทธ์มาก่อนมักจะมีความเข้าใจผิดว่าแผนปฏิบัติงานระยะยาวที่เคยทำมาแต่ดั้งเดิมหรือแผนปฏิบัติราชการ4 ปี ตามนโยบายของรัฐบาลที่จัดทำขึ้นในปี 2548 คือแผนกลยุทธ์ของหน่วยงาน
แผนกลยุทธ์ของหน่วยงานมีลักษณะสำคัญ ดังนี้
แผนกลยุทธ์ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมในเชิงโอกาสและภัยอุปสรรคที่เปลี่ยนแปลงไปกับศักยภาพที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของหน่วยงานเพื่อการกำหนดกลยุทธ์ของหน่วยงาน
หากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปกลยุทธ์จะต้องปรับไปด้วย แผนกลยุทธ์เน้นความเชื่อมโยงจากนโยบายลงมาที่ผลลัพธ์และต่อลงมายังผลผลิตระยะยาวซึ่งเป็นตัวเชื่อมไปสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการและการกำหนดกิจกรรม
แผนกลยุทธ์ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในการจัดทำกลยุทธ์
แผนปฏิบัติงานระยะยาวแบบดั้งเดิมของหน่วยงาน
มีลักษณะสำคัญดังนี้ แผนปฏิบัติงานระยะยาวให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ของสภาพปัญหากับสาเหตุของปัญหาเพื่อกำหนดโครงการและกิจกรรมของหน่วยงาน
เพื่อแก้ไขปัญหาแผนปฏิบัติงานระยะยาวเน้นความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมกับงบประมาณ แผนปฏิบัติงานระยะยาวให้ความสำคัญกับการกำหนดกิจกรรมโดยผู้ปฏิบัติงาน
แผนปฏิบัติราชการ 4 ปีของหน่วยงาน มีลักษณะสำคัญ ดังนี้
แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ของกลยุทธ์หลักของแผนบริหารราชการแผ่นดินกับผลผลิตของหน่วยงานที่ของบประมาณแผ่นดินแต่ไม่แสดงความเชื่อมโยงจากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลผ่านผลลัพธ์ลงมายังผลผลิตระยะยาวแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ให้แสดงสภาพแวดล้อมในเชิงโอกาสและภัยอุปสรรค และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนแบบแยกส่วน แต่ไม่ได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และไม่ได้แสดงว่าแผนการจัดทำผลผลิตจะสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างใด แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ให้ความสำคัญกับการกำหนดผลผลิตโดยผู้บริหารของหน่วยงาน
3. องค์ประกอบ หลักในการวางแผนกลยุทธ์
องค์ประกอบหลักที่ควรกำหนดอยู่ในแผนกลยุทธ์มีดังนี้
1. พันธกิจ (Mission) เป็นสิ่งที่สื่อถึงภารกิจหลักขององค์การ ซึ่งจะสะท้อนถึงปรัชญาที่จะกำหนดการดำรงอยู่ขององค์การเช่น พันธกิจของคณะมนุษยศาสตร์ ฯ สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ คือ “.....ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพคุณธรรม สนองความต้องการของตลาดแรงงานและท้องถิ่น…” ถ้อยแถลงดังกล่าวถือว่าเป็นภารกิจหลักขององค์การนั่นเอง
2. จุดมุ่งหมาย (Goal) คือ ผลลัพธ์ปลายทาง(Outcomes) ที่องค์การต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตโดยไม่ต้องระบุช่วงเวลาที่แน่นอนลงไป เช่น จุดมุ่งหมาย
ของคณะมนุษยศาสตร์ฯสถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์ คือ “...ผลิตบัณฑิตให้นำความรู้ไปพัฒนาท้องถิ่น...”
3. วัตถุประสงค์ (Objective) เป็นผลผลิต (Output) ที่ต้องการให้เกิดขึ้น
เมื่อได้กระทำสิ่งต่างๆ ตามที่ได้กำหนดพันธกิจไว้ วัตถุประสงค์จึงต้องกำหนดให้
ชัดเจน วัดได้ และปฏิบัติได้ เป็นรูปธรรมกว่าจุดมุ่งหมาย (Goal) และต้องเกิดขึ้นก่อนผลลัพธ์ เช่น วัตถุประสงค์ของคณะมนุษยศาสตร์ฯ “..เพื่อผลิตบัณฑิตปริญญาตรีสาขามนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์หลากหลายสาขา..”
4. นโยบาย (Policy) คือ ข้อความหรือสิ่งที่องค์การระบุไว้ว่าจะปฏิบัติหรือกระทำ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้นั้นการกำหนดนโยบายจึงเป็นการกำหนดกรอบ กำหนดเกณฑ์ในการจะปฏิบัติให้กระชับและมีประสิทธิภาพ
5. กลวิธี/มาตรการ (Strategy) แนวทางปฏิบัติย่อยที่องค์การยึดเป็นกรอบสำหรับคัดเลือกแผนงาน / งาน / โครงการ ต่างๆ ที่จะดำเนินให้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งกลวิธีต่างๆจะต้องสอดคล้องกับนโยบายข้อนั้นๆ
6. แผนงาน (Program) เป็นการจัดรวมกลุ่มของ
งาน หรือ โครงการ หรืออาจกล่าวว่า แผนงาน คือ งาน หรือโครงการย่อยๆ หลายโครงการซึ่งมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกัน ซึ่งงานหรือโครงการจะประกอบด้วยกิจกรรม (Activities) ต่างๆ ที่ดำเนินการภายใต้กรอบของงาน หรือโครงการหนึ่งๆ ซึ่งจะมีเงื่อนไขระยะเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดในการทำกิจกรรมต่างๆ กระบวนการวางแผนกลยุทธ์ การวางแผนกลยุทธ์นอกจากจะกำหนดสาระของแผนกลยุทธ์ อันได้แก่ พันธกิจ จุดหมายวัตถุประสงค์ นโยบาย และกลวิธีหรือมาตรการอันเป็นยุทธศาสตร์แล้ว การวางแผนกลยุทธ์จะต้องมีองค์ประกอบและกระบวนการที่สำคัญดังนี้
1 การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders
Analysis) การวิเคราะห์เรื่องผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders Analysis) ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรมีส่วนช่วยในการกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจ และเป้าประสงค์หลักของหน่วยงานได้ถูกต้องเนื่องจากหน่วยงานไม่เพียงแต่มีความผูกพันธ์กับกระทรวงเจ้าสังกัดและผู้รับบริการเท่านั้นแต่ยังมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ อีกด้วยผู้มีส่วนได้เสียต่อองค์กร (Stakeholder Influence) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการวางแผนและการดำเนินงานของหน่วยงาน จำแนกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ (1) ผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กร (Internal Stakeholders)
ได้แก่ ผู้บริหารทุกระดับและ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน (2) ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการรับบริการ(MarketplaceStakeholders) เช่น ผู้รับบริการ พันธมิตร ผู้รับจ้าง และขายครุภัณฑ์และวัสดุในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ
(3)ผู้มีส่วนได้เสียในสังคมแต่อยู่นอกองค์กร (External
Stakeholders) เช่น คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการอาหารและยาสถาบันการเงิน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชนรวมทั้งกลุ่มการเมืองที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตลอดจนศาลยุติธรรม และศาลปกครอง เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่ในการกำกับดูแล และป้องกันและแก้ไขข้อขัดแย้ง/ข้อร้องเรียนระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
................................