จากความสนใจเรื่อง "โยนิโสมนสิการ" ทำให้โชคดีพบแหล่งความรู้อันมีค่าใน gotoknow นี้
คือ บทความของ ท่าน ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ เรื่อง
กระบวนการคิดให้แยบคาย ๑๐ แบบ...อ่านเอาไปทำจากพุทธธรรม
1 ใน 10 วิธีคิดนั้นคือ คิดแบบอริยสัจจ ซึ่งท่าน ได้รับสืบทอดมาจาก อาจารย์ ดร.มงคล  เอี่ยมสำอางค์
http://gotoknow.org/file/wiratkmsr/SystematicPBLModel1.pdf

ประกอบกับ ข้าพเจ้า ได้อ่านบทความเกี่ยวกับ แพทย์แผนไทย 
ผ่านกระบวนทัศน์จากผู้มากประสบการณ์ อย่าง ท่าน นพ.วีรพัฒน์ เงาธรรมทรรศน์

จึงนำทั้งสองแหล่งความรู้ มาลองประกอบเพื่อหาคำตอบ..
โดยมองสิ่งใกล้ตัว (ที่พอจะร่วมคิดร่วมทำได้) คือ
ศูนย์การแพทย์แผนไทยแพทย์ทางเลือก ในโรงเรียนแพทย์ ควรมีทิศทางและบทบาทเช่นไร
โดยเฉพาะ บทบาทของแพทย์ทางคลินิก อย่างข้าพเจ้า..
ซึ่งไม่มีความรู้ ประสบการณ์ มากนัก แต่มีความสนใจ และคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยน่า "ใส่ใจ"

สิ่งที่ข้าพเจ้าติดใจสงสัยคือ..เรามีคนเก่งๆ อยู่มากมาย
เหตุใด การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนตะวันตก
จึงยังไม่สามารถรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แบบแพทย์แผนจีน..
หรือมีอะไร เป็นอุปสรรคต่อ "การยอมรับซึ่งกันและกัน"..

หมายเหตุ

1. ข้าพเจ้า มิได้แยก แพทย์คลินิก แผนตะวันตก กับ ตะวันออก จากกัน
เพราะเชื่อว่า ลึกๆ แล้ว ทั้งสองที่ทำเวชปฎิบัติ ต่างเชื่อ ผลประจักษ์กับตา มากที่สุด
 ..การเปลี่ยนแปลงอาการของผู้ป่วย
อาจต่างตรง ศัพท์ที่ใช้อธิบาย  วิธีการแปลงความรู้ Tactic สู่ Explicit

2. ขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิด Integrative medicine

มีการถกเถียงกันมากว่า การแพทย์ที่มิได้มีสอนในโรงเรียนแพทย์ นั้นควรเรียกว่าอะไร
"แพทย์แผนโบราณ"  คิดว่า ไม่น่าใช้ เพราะเราเชื่อว่า มันมีคุณค่าเหนือกาลเวลา
"การแพทย์ทดแทน" (Alternative medicine) ใครยอมหลีกทาง ?
"การแพทย์ส่วนเสริม" (Complementary medicine)ใครเป็นตัวจริง ?
มีคำหนึ่ง ซึ่งส่วนตัวข้าพเจ้าชื่นชอบ คือ

"การแพทย์ผสมผสาน" ( Integrative medicine)

ไม่ต้องเถียง ว่าใครดีกว่าใคร ใครเป็นตัวจริง เป็นตัวสำรอง
เพราะเป้าหมายของการแพทย์แผนไหน ก็คือ 

"ลดความทุกข์ของผู้ป่วย"

To cure sometimes,Relieve often,Comfort always (Anonymous)

เก็บไว้เขียนต่อบล็อกหน้าดีกว่าคะ :-)