"เอาเงินมาให้แม่ทำไม แม่ไม่มีปัญญาเก็บให้หรอก ให้แม่มาแม่ก็ใช้หมด เก็บไว้เถิดเผื่ออนาคตจะได้ใช้"

"โม่.." เป็นภาษากะเหรี่ยง มีความหมายตามภาษาไทย ว่า "แม่" ด้วยความที่ผู้เขียนเป็นกะเหรี่ยง จึงเรียกแม่ว่า "โม่" แม่ของผู้เขียนมีลูกชายหญิงรวมเก้าคน แต่แม่ต้องสูญเสียลูกตั้งแต่แบเบาะไปสองคน (สมัยนั้นวิวัฒนาการด้านการแพทย์เข้าไม่ถึงหมู่บ้านผู้เขียน) แม่จึงเหลือลูกที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่เพียงเจ็ดคน

 

ในจำนวนลูกทั้งเจ็ดนั้น ผู้เขียนเป็นคนสุดท้อง และน่าจะเป็นลูกที่สร้างความเหนื่อยหน่าย และหนักใจ ให้แม่เป็นที่สุด เพราะผู้เขียนเป็นเด็กผู้ชายและเป็นลูกคนสุดท้อง จึงเป็นแหล่งรวมของความดื้อ ซน เอาแต่ใจ ฯลฯ

 

ผู้เขียนจำได้ว่าแม่จะเล่าให้ผู้เขียนฟังบ่อยๆ ถึงวีรกรรมในวัยเด็ก ว่า "วัยเด็กผู้เขียนดื้อมาก  ชอบทำเรื่องแผลงๆ ที่คนอื่นไม่ค่อยทำ เช่นไม่ยอมหย่านมแม้จะอายุย่างสองสามขวบ (ทำให้แม่ไปไหนมาไหนไม่สะดวก) ชอบปัสสาวะใส่ผู้เฒ่าผู้แก่ (ทำให้แม่ต้องไปขอขมาคนอื่นอยู่บ่อยๆ) ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยการร้องไห้เกรือกกลิ้งไปกับพื้นดิน (อายเขาไหมนั่น)" และอีกหลายๆ เรื่องราวที่มิอาจจดจำได้หมดสิ้น (ต้องให้แม่เล่า)

 

แม้ผู้เขียนจะสร้างวีรกรรมมากมาย แต่ผู้เขียนก็รับรู้ได้ถึงความรักที่แม่มีให้ลูกๆทุกคน โดยเฉพาะตัวผู้เขียน เพราะแม้ฐานะทางบ้านเราจะยากจนถึงขั้นต้องอดมื้อกินมื้อ (บางคราวต้องกินหัวกลอยแทนข้าว) แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยอดสักครั้ง (มีแต่แม่ พ่อ และพี่ๆ ที่อด) แม้เราจะไม่มีเสื้อผ้าใหม่ๆ ผ้าห่มหนาๆ มาสวมใส่ในยามหน้าหนาว แต่ผู้เขียนก็มิเคยรู้สึกว่าหนาวเหน็บเพราะได้รับไออุ่นจากอ้อมกอดของแม่เสมอ

 

จำได้บ่อยครั้งที่ผู้เขียนต้องติดตามแม่เพื่อนำพืชผักในไร่ไปขาย/แลกข้าวสารจากคนที่เขามั่งมีกว่าเรา อย่างเหน็จเหนื่อยด้วยการขึ้นบ้านนั้นลงบ้านนี้เพื่อให้ได้ข้าวสารมาให้ลูกๆ ได้กิน แม้จะได้เงินเพียงน้อยนิด แต่แม่ก็อดไม่ได้ที่จะเจียดเศษสตางค์มาซื้อขนมให้ลูกได้กินอย่างเอร็ดอร่อย

 

และทุกครั้งเช่นกันที่แม่กลับจากการหาของป่าในหน้าฝน แม้จะเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนและแปดเปื้อนไปด้วยดินโคลน  แต่แม่ก็ไม่เคยลืมที่จะเก็บผลไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่ามาฝากลูกๆ แม้ผลไม้ที่แม่เก็บมาในบางครั้งจะเป็นเพียงฝรั้งขี้นก แต่ผู้เขียนและพี่ๆ ก็กินและรับรู้ถึงความรักที่แม่มีต่อลูกเสมอ

 

จวบจนเมื่อผู้เขียนจบชั้น ป.6 จำต้องออกจากบ้านเพื่อไปร่ำเรียนหาวิชาความรู้ ด้วยการเลือกบวชเป็นสามเณรตามคำแนะนำของพระธรรมจาริก (พระสงฆ์ที่มาเผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบนที่สูง) แม้จะรับรู้ได้ว่าแม่ไม่สนับสนุนมากนัก  ด้วยที่บ้านไม่เคยมีใครบวชเรียน และผู้เขียนไม่เคยห่างแม่ไปไหนไกลๆ แต่แม่ก็มิได้เอ่ยปากขัดขวางแต่ประการใด หนำซ้ำแม่ยังตามมาเยี่ยมบ่อยครั้ง แม้แม่จะไม่ถูกโฉลกกับการนั่งรถไปไหนมาไหนไกลๆ (แม่จะเวียนหัวเวลานั่งรถไกลๆ)

 

การได้บวชเรียนของผู้เขียนแม้ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนได้มีงานทำ มั่งมีเงินทอง ถึงขนาดเลี้ยงดูแม่ให้สุขสบายอย่างล้นหลาม และผู้เขียนก็เชื่อว่าแม่ไม่เคยต้องการมัน เพราะบ่อยครั้งที่ผู้เขียนเอาเงินให้แม่แม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิด แม่จะถามด้วยความห่วงใยเสมอว่า "เอาเงินมาให้แม่ทำไม แม่ไม่มีปัญญาเก็บให้หรอก ให้แม่มาแม่ก็ใช้หมด เก็บไว้เถิดเผื่ออนาคตจะได้ใช้"

 

พรุ่งนี้แล้วซินะที่เขาเรียกกันว่าเป็นวันแม่ "12 สิงหา" เห็นผู้คนมากมายพร่ำพนานาถึงพระคุณแม่ บอกรักแม่ ซื้อของให้แม่ กลับไปเยี่ยมแม่ นำดอกมะลิไปไหว้แม่ ผู้เขียนเองก็อยากทำเช่นนั้น  แต่ด้วยหน้าที่ต้องอยู่ชายแดนคงไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ปรารถนา กระนั้นผู้เขียนก็เชื่อว่าแม่จะรับรู้ถึงความรักที่ลูกมีให้ทุกวัน.. "แอะโม่โดะมะ  ซะเซอยื่อโม่เกาะมื่อนี" (รักแม่มาก คิดถึงแม่ทุกวันครับ...)