ปัญหาของสื่อเวลานำความรู้มาเสนอ (ไม่เฉพาะรายการนี้) ก็คือ เรามักจะคิดว่ามันเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ เราไม่ได้ตั้งคำถามกับที่มาที่ไปของความรู้ และอำนาจครอบงำของความรู้เหล่านี้ที่มีต่อตัวเรา ชุมชน สังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศ

ผมเคยดูรายการ “กบนอกกะลา” รายการสารคดีเกี่ยวกับที่มาที่ไปของอาหารต่างๆที่นำเสนอทางช่อง 9 ไม่กี่ครั้ง และคิดว่าหลายๆคนคงมีโอกาสติดตามดูบ้าง ก็ถือว่าเป็นรายการสารคดีที่มีสาระและการนำเสนอที่ชวนติดตามดีทีเดียว ทางผู้จัดทำรายการเองก็มีเจตนานำเสนอเบื้องลึกของอาหารแต่ละอย่าง ว่ามันมีเส้นทางยาวไกลแค่ไหน ผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะกลายมาเป็นเมนูบนโต๊ะอาหารของพวกเรา………………………………………. ในฐานะที่ผมเอง ก็เป็นแฟนรายการของทางบริษัททีวีบูรพา ไม่ว่าจะเป็น “คนค้นฅน” “หลุมดำ” ทางทีวีบูรพาซึ่งผู้อำนวยการรายการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดียิ่ง ทำให้ประเด็นเรื่องราวเล็กๆเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง บางเรื่องถูกหยิบยกเป็นประเด็นสาธารณะ มีการนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้าง กฏระเบียบต่างๆ แต่สำหรับรายการ “กบนอกกะลา” แล้ว ผมกลับรู้สึกอึดอัด และไม่รู้ว่าจะมีใครรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ เลยนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน…………………………………………………. ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนว่า ผมดูรายการนี้ไม่กี่ครั้ง ก็อาจจะมีข้อมูลไม่ครบ ก็เลยจะขอนำเอาเรื่องราวเฉพาะตอนที่ตนเองเคยได้ดูมาสักตอนหนึ่ง มาเป็นกรณีศึกษานะครับ เป็นเรื่อง ไข่ไก่ บางคนอาจจะจำได้ เพราะเพิ่งลงจอไปไม่นาน………………………………………………… ที่มาที่ไปของไข่ไก่ที่ทางรายการนำเสนอนั้น เป็นอุตสาหกรรมไข่ไก่ครับ ขึ้นชื่อว่าอุตสาหกรรมก็คือผลิตไข่กันในโรงงานระบบปิด ผลิตกันวันละเป็นแสนฟอง มีไก่อยู่ในกรงตับนับหมื่นตัว มีระบบมาตรฐานอะไรต่อมิอะไรที่มาควบคุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง ดูแล้วก็น่าตื่นตะลึง ว่า โอ้โห! ไข่แต่ละใบกว่ามันจะมาถึงมือเรา (และคนที่เรารัก) มันมีขั้นตอนและต้นทุนเพียบ จะกินไข่ก็เลยได้ความรู้มากขึ้น อันนี้ก็ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย…………………………………………………………. ความรู้ที่ทางรายการป้อนแก่ผู้อ่านก็ไม่เลวหรอกครับ แต่ปัญหาของสื่อเวลานำความรู้มาเสนอ (ไม่เฉพาะรายการนี้) ก็คือ เรามักจะคิดว่ามันเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ ปราศจากอคติ เราไม่ได้ตั้งคำถามกับที่มาที่ไปของความรู้ และอำนาจครอบงำของความรู้เหล่านี้ที่มีต่อตัวเรา ชุมชน สังคมวัฒนธรรม และระบบนิเวศ……………………………………………………………………. ยกตัวอย่าง ความรู้ที่ถูกนำเสนอในเรื่อง อุตสาหกรรมไข่ นัยยะของความหมายแฝงเร้นที่ถูกนำเสนอก็คือ ทำให้ผู้ชมเกิดความเชื่อมั่นในระบบอุตสาหกรรม เกิดความนิยมในมาตรฐานการผลิตไข่จากโรงงาน และชื่นชมในกระบวนการผลิตแบบสมัยใหม่ เข้าทำนอง ฝีมือคนไทยก้าวไกลทัดเทียมอารยะประเทศ อย่างอเมริกา ยุโรป………………………………………………………………….. ปัญหาก็คือ เราตั้งคำถามกับต้นทุนทางระบบนิเวศ ระบบสังคมท้องถิ่น ระบบจริยธรรมที่เราต้องจ่ายไปเพื่อแลกกับการผลิตแบบ mass production เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ……………………………………………………………… ด้านสุขภาพ ในขณะที่เราถูกหลอกล่อโดยบริษัทข้ามชาติร่วมกับนายทุน สร้างสื่อโฆษณาสอนให้เราเชื่อในมาตรฐานสากล โดยหารู้ไม่ว่า มาตรฐานสากลในที่นี้ หมายถึง การใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล การตัดแต่งพันธุกรรม การประหยัดต้นทุนสูงสุด เรารู้บ้างไหมว่า แม่ไก่พันธุ์ไข่เหล่านี้ถูกเลี้ยงโดยสารเคมีมากมาย จากอาหารดัดแปลง จากฮอร์โมน จากยากำจัดเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งตกค้างอยู่ในไข่อย่างไม่ต้องสงสัย (แต่วิชาการบ้านเรารวมทั้งกฎหมายยังเอื้อมมาจัดการไม่ถึง) จนกระทั่งถ่ายทอดมาถึงตัวคน (และคนที่คุณรัก) สะสมเป็นสารปนเปื้อนในร่างกายมากขึ้นๆ………………………………………………………….. ด้านสิ่งแวดล้อม มูลไก่ ซากไก่ (ที่มีกากของสารเคมีหลากชนิด กระจายลงสู่สิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร) ทุกวันนี้ คุณเชื่อมั่นว่ารัฐจริงใจต่อการควบคุมกำจัดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมได้แค่ไหน ไหนจะขยะจากบรรจุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ที่ยากต่อการย่อยสลายอื่นๆ อีกทั้ง การขนส่งวัตถุดิบและสินค้าเป็นระยะทางเป็นร้อยๆกิโลนี่ก็พล่าผลาญพลังงานธรรมชาติ สร้างภาวะโลกร้อน และต้องถางป่าถมคลองเพื่อสร้างถนนและลานจอดรถมารองรับการขนส่งแบบนี้ให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าไร ……………………………………………………………. ในด้านสังคม อุตสาหกรรมไข่เหล่านี้ ส่งผลต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่นอย่างไร พวกเขาถูกสนใจจากรัฐและผู้บริโภค รวมทั้งสื่อมวลชนมากน้อยแค่ไหน ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการจ้างงาน (อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง) ในท้องถิ่นเท่าไร เมื่อผู้ผลิตไข่ไก่ของท้องถิ่นถูกกระทบกระแทกจากบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ ในกลไกตลาดเสรี พวกเขาและครอบครัวจะหาที่พึ่งที่ไหน สังคมท้องถิ่น พ่อ แม่ ลูก กลายเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูกให้กับคนแปลกหน้า เวลาให้ความอบอุ่น ปรึกษาหารือกันในหมู่ครอบครัว เครือญาติ และชุมชนก็หดตัวลง เช่นนี้แล้ว สังคมท้องถิ่นจะเข้มแข็งขึ้นได้แค่ไหน? ………………………………………………………………………. มิพักต้องตั้งคำถามในเชิงศีลธรรมต่อการนำไก่มาบีบบังคับให้มันออกไข่ เหมือนเราเป็นแมลงสังคมชนิดหนึ่ง ที่เร่งให้ผู้หญิงที่เป็น “เหยื่อ” ออกไป “รับแขก” จนป่วยไข้ทรมาน และตาย ไก่นับหมื่นที่ถูกขังรวมอยู่ในกรงตับแคบๆที่การเหยียบกันตายเกิดขึ้นทุกวัน วันละเป็นร้อย ส่วนหนึ่งถูกนำไปขายต่อ ส่วนหนึ่งนำไปทำเป็นอาหารสัตว์เพื่อเข้าสู่สายพานการผลิตต่อไป ……………………………………………………………………… เราต่างชิงชังเดนมนุษย์ในอุตสาหกรรมทางเพศเหล่านี้ แต่เรากลับใช้วิธีคิดแบบเดียวกันในอุตสาหกรรมสัตว์ ผมตั้งคำถามว่า เรา “ชาวพุทธ” ดูแล้วไม่รู้สึกสลดใจอะไรบ้างหรือ ที่เรามีส่วนต่อบาปเหล่านี้ ถ้าจำไม่ผิด แว่บหนึ่ง ผมเห็นแววตาโศกสลดของพิธีกรรายการเมื่อเธอพูดถึงว่า ไก่เหล่านี้ เมื่ออายุมากขึ้นจนให้ปริมาณไข่ลดลง หน้าที่ของมันคือ ต้องตายก่อนแก่ทุกตัว…………………………………………………………………… ในเชิงลึกแล้ว การนำเสนอความรู้เรื่องอุตสาหกรรมไข่อย่างนี้ มันเป็นการตอกย้ำให้เกิดรสนิยมการบริโภคไข่ ที่เน้นความเป็นอุตสาหกรรม (และผู้ได้ประโยชน์หลักคือนายทุนอุตสาหกรรม)โดยหลงเชื่อว่าได้ “มาตรฐาน” ทั้งในแง่ของคุณค่าและความสะอาด ทั้งยังละเลยความรับผิดชอบต่อนิเวศสิ่งแวดล้อม ระบบชุมชนท้องถิ่น และจริยธรรมอันพึงมีต่อสัตว์ที่เราบริโภค ใช่หรือไม่? ………………………………………………………………….. และผมเชื่อว่า ผลท้ายสุด มันก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เอง เพียงแต่ว่ามนุษย์ที่จะถูกทำลายก่อนเพื่อน ก็คือ มนุษย์ที่จนกว่า ด้อยโอกาสทางสังคมกว่า ซึ่งนี่มันไม่แฟร์กับพวกเขาเลย…………………………………………………………………….. โดยสรุป รายการ “กบนอกกะลา” ก็เป็นรายการที่ดีนะครับ แต่ยังดีไม่พอ เพราะมองไม่เห็นกะลาอีกหลายอันที่ครอบขึ้นไปเป็นชั้นๆ อันนี้ คงไม่ใช่หน้าที่ของสื่อหรือผู้จัดรายการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพันธกิจทางสังคม ที่เราๆท่านๆต้องช่วยกันตีแผ่ สื่อสารให้สังคมรับทราบ เพราะงานสื่อสารมวลชนมิใช่ถูกผูกขาดโดยสื่อ (อย่างที่เราๆท่านๆถูกหลอกให้เชื่อว่า เรื่องสื่อ ต้องมาจากสื่อเท่านั้น) เราทุกคนสามารถเป็นสื่อมวลชนได้ และเราควรต้องทำอะไรสักอย่าง หาใช่เพียงเพื่อคนที่เรารัก และลูกหลานของเราในวันข้างหน้า แต่เพื่อยกระดับคุณค่าทางศีลธรรมในสังคมมวลมนุษย์ให้สูงขึ้น…………………………………………………………………………………. เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเห็นว่า เรายังมีทางเลือกอยู่บ้าง โดยการหันมาสร้างความเข้มแข็งให้กับการผลิตและการบริโภคอาหารท้องถิ่น ซึ่งถ้ามีโอกาส ผมจะได้นำมาแลกเปลี่ยนต่อไปนะครับ