.....ประเทศไทยกำลังมีการสร้าง NPI ขึ้นมาเป็นดัชนีขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีความครอบคลุมและสมดุลกว่า GDP เน้นการพัฒนาจากฐานของสังคม เพื่อเป้าหมายความอยู่รอดของบ้านเมือง (และโลก) เพราะแนวทาง GDP มีผลเสียหลายด้าน ไม่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน


          วันที่ ๕ ก.ค. ๕๔ ผมเข้าประชุมคณะกรรมการกำกับทิศทาง แผนงานสนับสนุนการขับเคลื่อน การพัฒนาประเทศ ของ สสส. 

 

          แผนงานนี้มีเป้าหมายสร้างวัฒนธรรมการวางแผนและการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล ที่สะท้อนภาพ ของการพัฒนาในมิติต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม   เพื่อให้การวางแผนและการตัดสินใจเป็นไปโดย (๑) ใช้เหตุผลอย่างรอบคอบ  (๒) สร้างสมดุลในการพัฒนา  (๓) สร้างภูมิคุ้มกันในการพัฒนา

 

          ข้อมูลที่จะพัฒนาขึ้นใช้เรียกว่า National Progress Index (NPI)   แผนงานนี้จะทำงาน แบบ เคออร์ดิค คือพัฒนา NPI ขึ้นมาจากการทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทย   ในลักษณะที่ “สร้างจากฐาน” คือจากประชาชนฝ่ายต่างๆ   ไม่ใช่ “สร้างจากยอด” โดยนักวิชาการหรือนักพัฒนา    โดยมีงานวิจัยเก็บข้อมูลสนับสนุน   ที่ฝ่ายผู้ดำเนินการ (มูลนิธิพัฒนาสุขภาวะ ดร. เดชรัต สุขกำเนิดเป็นหัวหน้า) ทำกระบวนการที่เรียกว่า Account for National Progress ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ และกรมสุขภาพจิต

 

          เท่ากับทีมงานจัดทำข้อมูลจากการถามชาวบ้านด้วยวิธีการ ๓ แบบ   นำมาประมวลจัดทำเป็น NPI ฉบับร่าง   สำหรับให้ ประชาคม  อปท.  จังหวัด  และประเทศ นำไปเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ Progress Index เพื่อประเมินความก้าวหน้าของพื้นที่ของตน   โดยที่ฝ่ายผู้ใช้มีอิสระที่จะปรับใช้ให้เหมาะสมต่อบริบทของตน

 

          ผมเคยบันทึกเรื่อง NPI ไว้ที่นี่

 

          เป้าหมายระยะยาวของโครงการนี้ คือการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน   จากวัดความก้าวหน้าของสังคมด้วย GDP ซึ่งคำนึงแต่ด้านเศรษฐกิจเป็นใหญ่   มาเป็น NPI ซึ่งคำนึงถึงความสุขในภาพรวม   และเครื่องมือช่วยให้ผู้คนร่วมกันดำเนินการเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดหรือเปลี่ยนวัฒนธรรม คือ NPI

 

          เท่ากับ NPI เป็น means  การเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการพัฒนาบ้านเมืองเป็น end หรือเป้าหมาย  

 

          ผมมีความเห็นว่า อปท. จำนวนหนึ่งกำลังดำเนินการพัฒนาความเป็นอยู่ของผู้คนภายใน อปท. ของตนตามแนวทางนี้อยู่แล้ว   และ อปท. เหล่านั้นก็มักมีการเก็บข้อมูลสำหรับใช้ทำงานพัฒนาของตน   ดังนั้น อปท. เหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ NPI เอามาเป็นแนวทางวัดระดับความก้าวหน้าของ พื้นที่ในความรับผิดชอบของ อปท. ได้ทันที   และใช้ตรวจสอบว่าการดำเนินการของตนส่งผลให้ Progress Index ของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง   ลองเปรียบเทียบกับการใช้ GDP ว่าดัชนีไหนเหมาะสมกว่า   ดังในวันนี้เรามีคุณสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปริก มาร่วมประชุมด้วยในฐานะตัวแทนสมาคม อปท.   คุณสุริยาน่าจะเข้ามาร่วมเป็น อปท. นำร่อง ทดลองนำ NPI ไปใช้วัดความก้าวหน้าของท้องถิ่นคือพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลปริก   ผมเชื่อว่ามีนายกเทศมนตรี และนายก อบต. จำนวนเป็นร้อย ที่เป็นคนกระตือรือร้นแบบคุณสุริยา ที่อยากเข้าเป็นพื้นที่นำร่อง

 

          คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ซึ่งสุขภาพไม่ค่อยดี   ต้องลดงานไปเกือบหมด   แต่เตรียมตัวมาร่วมประชุมโครงการนี้ในฐานะที่ปรึกษา   และตลอดเวลา ๓ ชั่วโมงครึ่งของการประชุม เป็นผู้ให้คำแนะนำอย่างขมีขมัน   จบการประชุมผมแซวว่า การประชุมเรื่องนี้กระตุ้นให้ท่านมีพลัง ความเจ็บป่วยหายไป   ท่านบอกว่าตั้งใจกระตุ้นให้เกิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗   เป็นเวลาถึง ๑๗ ปีมาแล้ว

 

          สิ่งที่ผมต้องการสื่อใน บล็อก นี้คือ   ประเทศไทยกำลังมีการสร้าง NPI ขึ้นมาเป็นดัชนีขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีความครอบคลุมและสมดุลกว่า GDP   เน้นการพัฒนาจากฐานของสังคม   เพื่อเป้าหมายความอยู่รอดของบ้านเมือง (และโลก) เพราะแนวทาง GDP มีผลเสียหลายด้าน   ไม่เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๕ ก.ค. ๕๔