ช่วงนี้  ฝนตกชุกทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายภาคของประเทศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เสียหายทั้งบ้านเรือน ไร่นา และยังเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย เป็นที่น่าเห็นใจมากนะคะ  น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถหยุดมันได้ สิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาภัยน้ำท่วมนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้นะคะ

           สิ่งปฎิกูลที่ลอยล่องมากับน้ำจึงเป็นที่มาของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ความจำเป็นที่ต้องเดินย้ำเท้าในน้ำแต่ละวันเป็นเวลานาน จึงเป็นสาเหตุให้คนในหมู่บ้านเป็นโรคร้ายติดเชื้อได้ง่าย ทั้งโรคผิวผนัง โรคเท้าเปื่อย โรคท้องร่วง โรคฉี่หนู  โรคหวัด และโรคเครียดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งน้ำท่วมขังนานเพียงใดการแพร่ระบาดของโรคยิ่งมีมากขึ้น

เรามาดูสาเหตุและการป้องกันแก้ไขโรคที่มากับน้ำท่วมกันนะคะ

โรคฉี่หนู Leptospirosis เชื้อนี้สามารถพบได้ในสุนัข สุนัขจิ้งจอก สัตว์เลี้ยงในบ้าน แต่พบมากในหนูซึ่งสามารถแพร่เชื้อออกมาได้โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อ Leptospira interogans เป็นเชื้อแบคทีเรียมี 16 serogroup เชื้อที่เป็นสาเหตุในกรุงเทพ คือ bataviae และ javanica ส่วนในภูมิภาคเป็น akiyami,icterohemorrhagia มักจะพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อหนาว มีน้ำขัง

การติดต่อ

สัตว์ที่นำเชื้อได้แก่ พวกสัตว์แทะ เช่น หนู โดยเฉพาะ หนูนา หนูพุก รองลงมาได้แก่ สุนัข วัว ควาย สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไวในไตเมื่อหนูปัสสาวะเชื้อจะอยู่ในน้ำหรือดิน เมื่อคนสัมผัสเชื้อซึ่งอาจจะเข้าทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา บางรายงานระบุผิวหนังปกติเชื้อก็สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ คนรับเชื้อได้ 2 วิธี

  • ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่นำเชื้อ ระหว่างสัตว์ต่อสัตว์ หรือคนต่อคนโดยเพศสัมพันธ์

  • ทางอ้อม โดยเชื้อที่ปนในน้ำ ในดิน เข้าสู่คนทางผิวหนัง หรือเยื่อบุ ที่ตา ปาก จมูก

อาการที่สำคัญ

หลังจากได้รับเชื้อ 10-26 วันโดยเฉลี่ย 10 วันผู้ป่วยก็จะเกิดอาการของโรคซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ระยะเชื้อเข้ากระแสเลือด Leptospiremic เมื่อเชื้อเข้าร่างกายจะเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะทันที มักจะปวด บริเวณหน้าผาก หรือหลังตา บางรายปวดบริเวณขมับทั้งสองข้าง ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณ ขา เอว เวลากด หรือจับจะปวดมาก ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น อาการต่างๆอาจอยู่ได้ 4-7 วัน นอกจากอาการดังกล่าวผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการถ่ายเหลว ปวดท้อง การตรวจร่างกายในระยะนี้ที่สำคัญจะตรวจพบ ผู้ป่วยตาแดง มีน้ำตาหรือขี้ตาไหล คอแดง มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายมีผื่นตามตัว ระยะร่างกายสร้างภูมิ ระยะนี้ถ้าเจาะเลือดจะพบภูมิต่อเชื้อเพิ่ม ผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นใหม่ ปวดศีรษะ คอแข็งมีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง

การวินิจฉัย

จากประวัติการสัมผัสโรค และตรวจร่างกายเมื่อแพทย์สงสัยแพทย์จะตรวจ CBC การตรวจเลือดทั่วไป จะพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่ม บางรายเกร็ดเลือดต่ำ ตรวจปัสสาวะ พบเม็ดเลือดแดง ไข่ขาวในปัสสาวะรวมทั้งพบน้ำดี bilirubin ในปัสสาวะ ตรวจการทำงานของตับ พบการอักเสบของตับโดยจะมีค่า SGOT,SGPT สูงขึ้น ในรายที่รุนแรงการทำงานของไตจะเสื่อม ค่า Creatinin,BUN จะเพิ่มขึ้น การเพาะเชื้อจากเลือดสามารถเพาะได้ในระยะแรกของโรค การตรวจทางภูมิคุ้มกัน สามารถตรวจพบหลังการติดเชื้อ 2 สัปดาห์

การรักษา

ควรให้ยา penicillin, tetracyclin, streptomycin,erythromycin เป็นยาที่ใช้ได้ผลในโรคนี้ และควรจะไดรับยาภายใน 4-7 วันหลังเกิดอาการของโรค การได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ

       โรคหวัดกันได้ด้วย รักษาร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารอุ่นร้อนๆ อย่าสระผมตอนกลางคืน อย่าทานน้ำแข็งหรือน้ำเย็น ให้ดื่มน้ำอุ่นแทน ถ้ารู้สึกแน่นจมูกน้ำมูกไหล ก็ต้มน้ำขิงแก่ดื่มร้อนๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น และบรรเทาอาการหวัด
       โรคท้องร่วงกันได้ด้วย ทานอาหารอุ่น ร้อนๆ สะอาด แม้ภาชนะที่ใส่อาหารก็ต้องสะอาด ก่อนทานอาหารทุกมื้อ ต้องล้างมือทุกครั้ง อย่าทานอาหารสุกๆดิบๆ
       โรคเท้าเปื่อย โรคพยาธิ ที่มากับน้ำ ป้องกันได้ด้วยการไม่พยายามแช่อยู่ในน้ำนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำต้องล้างเท้าด้วย สบู่หรือน้ำอุ่นทุกครั้ง แล้วเช็ดให้แห้งพร้อมใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา ทาบริเวณที่เท้าแตก เท้าเปื่อย
       ส่วนโรคเครียด คงต้องรักษาใจและอารมณ์ให้สงบ ทำจิตให้มีสมาธิให้ได้ทุกวัน ก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย และรักษาอาการเครียดให้บรรเทาลงได้

ร่วมแบ่งปันน้ำใจ จากคนไทย ถึงคนไทย...