ในสมัยอยุธยา หลักฐานการประกอบพิธิตรียัมปวาย - ตรีปวายที่เก่าแก่และน่าเชื่อถือได้ที่สุดปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง เชื่อว่าตราขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นไม่ช้าไปว่ารัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ศิริพจน์, ๒๕๕๐ : ๕๙) กล่าวถึง “...เดือน๑...เถลิงพิทธีตรียำพวาย” (กฎหมายตรา ๓ ดวงเล่ม ๑, ๒๕๔๘ : ๙๖) กฎมณเฑียรบาลกล่าวถึงพระราชพิธีเพียงสั้น ๆ คือ
“สนานตรียำพวาย พระศรีอรรถราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิตพระครูอภิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชดถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสสก พระอิศวรรักษาถวายพร ขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น” (กฎหมายตราสามดวง, ๒๕๔๘ : ๑๐๖)
อีกทั้งยังกำหนดพราหมณ์สำหรับพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ไว้ตายตัวคือ “ขุนพรมไสมย ครูโล้ชิงช้า นา ๔๐๐” (กฎหมายตรา ๓ ดวงเล่ม ๑, ๒๕๔๘ : ๑๕๘)
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานทางวรรณคดี โคลงทวาทศมาส ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าถูกแต่งขึ้นมาในสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถหรือสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกันแน่ โคลงทวาทศมาสก็ให้ภาพพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายในสมัยอยุธยาได้ดังนี้
“มฤศศยรโรชเรือง เพ็ญภักตร
จันแจ่มจัทนรจเมลือง ส่งฟ้า
ตรียัมพวายชกก ชวนเพื่อน เพาแฮ
โอ้ดไนยดยวดหม้า ใหม่ฤๅ
ปางทวิชาเร่อมแรกต้งง แขวนขดาน
ขดานดงงขดานคือ ดอกไม้
ถนนแสกนนสงสาร สายโยค
โอ้อกรยมคิดไว้ เร่งถวิง” (อ้างใน สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์, ๒๕๓๖ : ๑๑๘)
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต ชาวฮอลันดาหรือที่คนไทยรู้จัก ในชื่อ วันวลิต ได้กล่าวถึงการโล้ชิงช้าของกรุงศรีอยุธยาว่าเริ่มขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ กล่าวโดยสรุปคือ ครั้นสมัยสมเด็จพระรามาธบดีครองราชในพระนครศรีอยุธยานั้น ในรามรัฐ ชายฝั่งโจฬะมณทล (เมืองหนึ่งในพาราณาสี ส่วนหนึ่งของอินเดีย) มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งนามเดียวกับพระรามาธิบดี พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงคิดเสมอว่าพระองค์แต่เพียงผู้เดียวสง่างาม มีเกียรติยศและปกครองแผ่นดินดีที่สุด พระองค์ได้ข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามมีพระนามและตำแหน่งเหมือนกับพระองค์ก็ทรงพระพิโรธ จึงใช้อาคมมากมายหลายรูปแบบส่งมาทำร้ายพระเจ้าแผ่นดินสยามหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง ในครั้งท้ายสุด พระองค์ทรงส่งช่างโกนหนวดสี่คนมาถวายพระเจ้าแผ่นดินสยามพร้อมกับกำชับว่า หากสบโอกาสครั้งใดให้ปลงพระชนม์กษัตริย์สยามให้ได้ แต่ช่างโกนหนวดก็ทำการไม่สำเร็จ จึงกลับไปแจ้งข่าวแก่พระองศ์ถึงพระราชอำนาจอันวิเศษของกษัตริย์สยาม พระองศ์จึงยอมรับในพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์สยาม ยอมเป็นพระราชไมตรีที่ดีต่อกัน
“...เพื่อจะแสดงว่าพระองค์ทรงปรารถนาซึ่งไมตรี พระองค์ทรงพระประสงค์จะส่งสินค้าที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จักในสยามไปถวาย พระองค์ทรงตรัสถามช่างโกนทั้งสี่ว่าการละเล่นหรือดนตรีชนิดใดบ้างในอาณาจักรของพระองค์ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในอาณาจักรสยาม ช่างโกนหนวดทั้งสี่กราบทูลว่า ไม่ว่าการละเล่นหรือดนตรีใด ๆ ในอาณาจักรนี้ ปรากฏมีทั่วไปในสยาม ยกเว้นแต่กระดานโล้ชิงช้า พวกเขาทั้งสี่ยังไม่เคยพบพราหมณ์ในสยามซึ่งสามารถขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้ายหรือคำสาปที่ครอบคลุมพระราชสำนักของพระเจ้าแผ่นดิน ตัวเมืองหรือชนบทเลย ดังนั้นพระเจ้าแผ่นดินแห่งรามรัฐ จึงทรงส่งพราหมณ์สองคนซึ่งมีความรู้สูง พร้อมทั้งพระราชสาส์นจึงมีใจความขอเป็นพระสหายไปยังพระเจ้าแผ่นดินสยาม...พระองค์ยังมีกระแสรับสั่งให้พราหมณ์แสดงวิธีโล้ชิงช้าให้เป็นที่รู้จักและคงอยู่ในสยามตลอดไป พระเจ้าแผ่นดินทรงยอมรับพราหมณ์ทั้งสอง พระราชสาส์นและสันถวไมตรี และมีพระราชสาส์นตอบสถาปนามิตรภาพของทั้งสองพระองค์ซึ่งคงอยู่จนทุกวันนี้ มีการยืนยันทุก ๆ สองหรือสามปีด้วยพระราชสาส์นจารลงบนแผ่นทอง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็มีพราหมณ์จากที่ต่าง ๆ เดินทางมาสู่สยาม โดยเฉพาะมาจากรามรัฐ และพราหมณ์เหล่านี้ได้รับความยกย่องนับถือในหมู่พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าชาย พระบรมวงศานุวงศ์แลประชาชน” (วันวลิต, ๒๕๔๘ : ๓๔)
นอกจากตำนานการเข้ามาของเสาชิงช้าในนครศรีอยุธยาสมัยพระรามาธิบดีแล้ว ในนครศรีธรรมราชเองก็มีตำนานการเข้ามาของเสาชิงช้าเช่นกัน ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ
“ครั้งหนึ่งมีพ่อค้าชาวรามนครคนหนึ่ง นำสิ่งของเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยา เมื่อขายเสร็จแล้วก็จัดซื้อสิ่งของบรรดามีในกรุงศรีอยุธยา บรรทุกเรือกลับไปยังรามนคร ครั้นแล้วก็ได้นำสิ่งของต่าง ๆ เข้าเฝ้าถวายต่อเจ้าเมืองรามนคร อันมีพระนามว่า พระนารายรามาธิบดีและได้กราบบังคมทูลเรื่องราวที่ได้เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ว่าเจ้าเมืองแห่งนครนั้น ก็ทรงพระนามว่า พระนารายณ์รามาธิบดีเหมือนกัน เจ้าเมืองรามนครทรงทราบดังนั้นจึงสั่งให้จตุรทหารเอาเครื่องจตุรภัณฑ์เข้ามายังพระนครศรีอยุธยา และรับสั่งว่าถ้าเป็นพระนารายณ์จริงจะเห็นเป็นสี่กร ให้เอาเครื่องบรรณาการนั้นถวาย แต่ถ้าเป็นธรรมดาแล้วให้ตัดศีรษะเสีย ทหารทั้งสี่เหาะมาทางอากาศ เข้าสู่พระราชมณเฑียรของพระนารายณ์รามาธิบดีแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อได้เข้าไปในห้องบรรทม ก็ได้เห็นพระนารายณ์รามาธิบดีบรรทมอยู่ และมีสี่พระกรด้วยอานุภาพอันอัศจรรย์...ครั้นพระนารายณ์ตื่นบรรทมเห็นเข้าจึงทรงถามดู เมื่อได้ทราบความจริงจึงทรงโสมนัสยินดี...ทรงมีรับสั่งให้จัดเครื่องราชบรรณาการให้ทหารทั้งสี่กลับไปถวายตอบแทน...พระนารายณ์แห่งรามนครทราบความจริงพระองค์จึงรับสั่งให้ราชทูตนำเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี บรมหงส์ และชิงช้าทองแดง ลงเรือมาถวายยังกรุงศรีอยุธยาในระหว่างทางเรือได้ถูกพัดพาเข้ามายังปากแม่น้ำเมืองตรัง ข่าวทราบถึงเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยบริวารพากันไปรับเทวรูปทั้งหมดไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช แล้วแจ้งข่าวไปยังพระนารายณ์แห่งพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดให้มารับเทวรูปโดยทางเรือ ขณะนั้นบังเกิดอัศจรรย์มีลมพายุมาเป็นเมฆหมอกมืดอยู่ 7 วัน 7 คืน เทวรูปพระนารายณ์ก็นิมิตให้เจ้าพระยาโกษาธิบดีทราบว่า พระองค์ต้องการอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช....บรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายจึงต้องนำเทวรูปกลับมาไว้ตามเดิม...สมเด็จพระนารายณ์จึงมีพระบรมราชโองการให้หาเจ้านครที่เหมาะสมให้ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ไว้ ณ เมืองนครนั้น เจ้านครพร้อมด้วยออกทหารกรมการเมืองจึงพร้อมใจกัน ตกแต่งสถานที่ตามพระบรมราชโองการแล้วอันเชิญเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี บรมหงส์ และชิงช้าทองแดงประดิษฐาน ณ ที่นั้น จัดให้มีการสมโภชแบบพราหมณ์เป็นประจำเสมอมา” (อ้างใน บำรุง คำเอก ,๒๕๕๐ ๒๑)
ลัทธิพราหมณ์และพิธีตรียัมปวาย - ตรียัมปวายเป็นที่นิยมในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวกันว่าในงานพระราชพิธีตรียัมปวาย - ตรีปวาย พระองค์ได้เสด็จฯ ไปส่งเทพเจ้าทุกปีมิได้ขาด และยังโปรดให้จัดข้าวของจากกรุงศรีอยุธยาออกไปทำพิธี ณ เทวสถานเมืองนครศรีธรรมราชด้วย (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,๒๕๑๔ : ๘๐)
ถึงแม้ตำนานทั้งสองอาจกล่าวถึงประวัติการเข้ามาไม่ตรงกัน รวมทั้งไม่มีหลักฐานชนิดใดบ่งบอกเป็นการแน่นอนว่าพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวาย และการโล้ชิงช้าในสมัยอยุธยานั้นเริ่มขึ้นในพระมหากษัตริย์พระองศ์ใด แต่จากหลักฐานที่ได้กล่าวไปทำให้สามารถสันนิฐานได้ว่า พิธีตรียัมปวาย – ตรียัมปวายนั้นมีมาตั่งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นก่อนรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งประกอบขึ้นในเดือน อ้าย ราวเดือนธันวาคม (ฤดูหนาว) คงสืบทอดมาแต่สมัยสุโขทัย
ในตอนปลายกรุงศรีอยุธยา พระราชพิธีตรียัมปวายได้ถูกเปลี่ยนมาประกอบภายในเดือนยี่ หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกการเปลี่ยนกำหนดมาการประกอบในเดือนยี่ คือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก พระนิพนธ์ในเจ้าฟุ้งกุ้ง- ธรรมมาธิเบศรไชยเชษฐสุริยวงศ์ หรือพระนามสามัญชนว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรืออยุธยาตอนปลาย นิราศธารโศกได้กล่าวถึงพิธีต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นในสิบสองเดือนและได้กล่าวถึงพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายว่าประกอบขึ้นในเดือนยี่ดังนี้
“เดือนยี่เจ้าพี่เอ๋ย เจ้าย่อมเคยตามพี่ชาย
ดูรำยำพวาย พิธีท่านผ่านอยุธยา
บุศมาศตามพี่ด้วย เดือนฉาย
อรอ่าพี่รัมพรายกาย ดวงหน้า
ดิรำปวายสบาย ดูเลิศ
พิธีท่านผ่านฟ้า ครอบแคว้นแดนดิน” (อ้างใน สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์, ๒๕๓๖ : ๑๒๒)
การเปลี่ยนการประกอบพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายจากเดือนอ้ายมาเป็นเดือนยี่เพราะ ว่าช่วงเดือนอ้ายเป็นเวลาที่น้ำเพิ่งลด ถนนหนทางเป็นน้ำเป็นโคลนทั่วไป จึงย้ายมาในช่วงเดือนยี่ที่มีถนนหนทางแห้งนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้คำอธิบายถึงการเลื่อนการประกอบพิธีของพราหมณ์ดังนี้
“...การที่เลื่อนมาเดือนยี่เกินกำหนดซึ่งเสด็จลงมา แต่ก่อนก็ไม่เป็นการยากอันใด ด้วยพราหมณ์ย่อมถือตัวว่าเป็นผู้ถือประแจสวรรค์คล้ายกับโป๊บ เมื่อไม่อ่านเวทเปิดประตูถวาย ก็เสด็จไม่ได้อยู่เอง...” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ,๒๕๑๔ : ๗๘)
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
อ้างอิง
กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑. แก้ไขปรับปรุงใหม่ ๒๕๔๘. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ. ๒๕๔๘.
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ :แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.
บำรุง คำเอก. รายงานการวิจัยเรื่องอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น.ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดีได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยและการพัฒนามหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๐.
ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.
วัน วลิต. พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต พ.ศ. ๒๑๘๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : มติชน.๒๕๔๘.
สมปราชญ์ อัมมะพันธุ์. ประเพณีและพิธีกรรมในวรรณคดีไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ :โอเดียนสโตร์. ๒๕๓๖.