ทำไม? คนเราจึงมีความไม่มั่นใจกันมากนัก ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่? เพศอะไร? การศึกษาแค่ไหน? สถานภาพ สีผิว และเชื้อชาติ ทำให้มองว่า โรคทางใจนี้ มันมีประเด็นอยู่คือการรับรองความมั่นใจ ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ คนรู้ว่าไปดูหมอ ความเชื่อถือมีแค่ ๕๐ % เท่านั้น แต่ทุกคนก็ยอมจ่ายเงินค่าดู ๕๙-๙๙ บาทเสมอ เพียงแค่คำยืนยัน หรือคำรับรองจากผู้อื่น อะไรเกิดขึ้นกับสังคมนี้?

 

     วันนี้ ผู้เขียนได้รับกิจนิมนต์ไปงานพิธีวันครบรอบ ๑๒๔ ปีก่อตั้งโรงเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ได้จัดขึ้นที่ พระวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ เมืองพะเยา ระหว่างที่รอพิธีอยู่นั้น ได้มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ ๑๘-๒๐ ปี มากับเพื่อนอีก ๓ คน ซึ่งผู้เขียนคาดเดาว่าคงจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ได้มาสอบถามเจ้าหน้าที่ให้เช่าบูชาวัตถุมงคลของวัดว่า "ที่ยกช้างเสี่ยงทาย อยู่ตรงไหน?" เห็นเจ้าหน้าที่บอกอยู่หน้าพระเจ้าตนหลวงโน้น ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ผ่านไป ผู้เขียนไม่ได้ติดใจอะไร?

 

     แต่อีกสักครู่หนึ่ง เด็กกลุ่มนี้ ก็เดินกลับมาสอบถามเจ้าหน้าที่อีกรอบ ด้วยความกังวลใจ และรู้สึกได้ถึงความร้อนรนของภาวะจิตที่เพิ่งประสบกับเหตุการณ์มา เธอเล่าว่า ในการอธิษฐานแล้วยกช้าง จำนวน ๓ ครั้งนั้น และตัวเธอเองอฐิษฐานแล้วยกได้แค่ ๒ ครั้งเท่านั้น จะดีหรือร้ายอย่างไรหรือไม่? จะมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง? จะมีความหมายต่อชีวิตในทางที่ไม่ดีจริง ๆ หรือ? แต่ละคำถามของเด็กหญิงคนนั้น ทำให้ผู้เขียนนึกในใจว่า อะไรที่ทำให้มนุษย์เชื่อในสิ่งเหล่านี้? และทำไมเด็กจึงไม่เชื่อมั่นในตนเอง!

 

     เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการบวชเรียนมาแล้วมีดีกรีเป็นมหาเปรียญ ลังเลและแนะนำให้ไปเอาใบทำนายเอาเอง ประกอบกับเด็กต้องการคำยืนยันเท่านั้น ผู้เขียนจึงพูดแทรกขึ้นว่า "สิ่งเหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น ดังนั้นเธอเชื่อมั่นว่าอย่างไร?" ผู้เขียนเห็นเด็กคนนั้นดีใจพร้อมกับพูดว่า "หนูเชื่อว่ามั่นว่ามันต้องเป็นลางดีแน่ ๆ" และเดินยิ้มจากไปพร้อมกับคำขอบคุณ

 

     ผู้เขียนคิดว่า คำตอบนั้นมันอยู่ที่ตัวเด็กอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เธอขาดไปคือความไม่แน่ใจ เมื่อพูดเขียนพูดอย่างนั้น จึงทำให้เด็กได้รับเสียงสนับสนุน เท่ากับว่าเป็นการยืนยันความถูกต้องในวิธีคิดของเด็กนั่นเอง ดังนั้น สิ่งที่เด็กสรุปได้คือเป็นลางที่ดี

 

     เมื่อความอยากรู้อนาคตของเด็ก+การเสี่ยงทาย(ใจเด็กอยากจะได้รับข่าวดี ๆ)+การยืนยันจากผู้อื่น จึงเท่ากับการสมประสงค์ของตัวเด็กเอง นี้คือสูตรของการเสี่ยงโชค

 

     หากตอนนั้น ผู้เขียนพูดว่า "ไม่ได้นะเธอ มันเป็นลางร้ายนะ" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องส่งผลไปอีกแบบแน่ เนื่องจากความไม่แน่ใจของเด็ก+การยืนยันจากพระ เชื่อแน่ว่า เธอคนนั้นต้องมีความทุกข์ใจ เพราะความกังวลไปอีกหลายวัน หรือไม่เมื่อเจอเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อยเกิดขึ้น ก็จะพาลเชื่อว่าเป็นเคราะห์กรรม ยิ่งจะทำให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมไปอีก

 

     เมื่อผู้เขียนฉันเพลเสร็จแล้ว เดินไปทำงานผ่านมาทางพระพระอุโบสถ ได้มีชายชาวไต้หวันคนหนึ่งอายุประมาณ ๕๐ กว่า ๆ  มาสอบถามเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดห้องน้ำใกล้พระอุโบสถสอบถามอะไรอยู่นาน สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เมื่อผู้เขียนเดินมาถึงและสอบถามจึงได้ความว่า ชายชาวไต้หวันคนนี้ขับรถมอเตอร์ไชด์ มาจากอำเภอดอกคำใต้ มาหาหมอดูผู้หญิงตาบอดที่เคยทำนายไว้เมื่อคราวมาเที่ยววัดคราวก่อนซึ่งเจอกันตรงหน้าพระอุโบสถนี้ และทายได้แม่นมาก

 

     การมาครั้งก่อนไม่มีปัญหาด้านการสื่อสาร เนื่องจากภรรยาคงมาด้วย(มีล่ามส่วนตัว) แต่การมาครั้งนี้มาเดี่ยวจึงมีปัญหามากด้านการสื่อสารอย่างมาก

 

     ผู้เขียนจึงสอบถาม เจ้าหน้าที่ซึ่งทำความสะอาดอยู่ได้ความว่าบริเวณนี้ไม่มีหมอดูผู้หญิงตาบอด แต่มีผู้หญิงตาบอดขายล็อตเตอลี่ที่ริมกว๊านพะเยาหน้าลานพ่อขุนโน้นซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ ๕ กิโลเมตร จึงบอกชายคนนั้นไปตามที่เจ้าหน้าที่ของวัดบอก

 

     ประเด็นคือ ทำไม? คนเราจึงมีความไม่มั่นใจกันมากนัก ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่? เพศอะไร? การศึกษาแค่ไหน? สถานภาพ สีผิว และเชื้อชาติ ทำให้มองว่า โรคทางใจนี้ มันมีประเด็นอยู่ที่การรับรองความมั่นใจ ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ คนรู้ว่าไปให้หมอดูทำนาย ความเชื่อถือมีแค่ ๕๐ %เท่านั้น แต่ทุกคนก็ยอมจ่ายเงินค่าดู ๕๙-๙๙ บาทเสมอ เพียงแค่คำยืนยัน หรือคำรับรองจากผู้อื่น อะไรเกิดขึ้นกับสังคมนี้?

 

     ยิ่งมีข่าวการจับกุมชายหนุ่มคนหนึ่งที่ลงมือฆ่าเพื่อนสนิท เพียงเพราะหมอดูทักว่าดวงชาตาตกถึงขั้นวิกฤติ จึงต้องเสนอแนวทางให้สะเดาะห์เคราะห์ ๓ แนวทางคือ ๑)ปล้นทรัพย์แต่ต้องให้ได้เงินเกินห้าหมื่นบาท  ๒)ปล้นเอาวัวเอาควายของเพื่อนบ้าน ๓)ฆ่าคน เชื่อหรือไม่ว่าเขาเลือกที่จะฆ่าเพื่อนสนิทของตนเอง เพียงเพราะความเชื่อที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ(ความเชื่อผิด ๆ)

 

     จากปัญหาที่ไม่น่าเกิด ก็เกิดขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง ปัญหาความสำคัญผิดนี้อยู่ที่ใคร? อย่าโยนกันไปกันมาระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคม เพราะปัญหาสำคัญผิดนี้ แม้จะเป็นปัญหาในระดับปัจเจกบุคล แต่มักจะก่อโทษให้กับสังคมในระดับกว้างได้ ตราบใดยังไม่กระทบต่อบุคคลที่ใกล้ชิด ตราบนั้น ปัญหายังไม่สำคัญ แต่ถ้าปัญหานั้นเข้าใกล้ตนเรา เมื่อนั้นแหละ สังคมจะตื่นตูม

 

 

     ดังนั้น จะปรับแก้หรือจะนิ่งเฉยดี? หรือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ที่ภาครัฐ สำนักงานพระพุทธศาสนา องค์กรสงฆ์ สถาบันการศึกษา กรมสุขภาพจิต และสถาบันครอบครัว มองเป็นเรื่องธรรมดา? แล้วปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยของสังคมแทน !