หนึ่งในวิธีป้อนพลังให้สมองคือการฝึกท่ายืนและท่านั่งใหม่ "หลังตรง"

แม้การหายใจแต่ละครั้งก็มีความหมายต่อสมอง เธอบอกว่า “ทุกครั้งที่เราสูดลมหายใจเข้าไปหนึ่งเฮือกนั้นสมองของเราดึงพลังงานออกซิเจนไปใช้ถึงหนึ่งในห้าทีเดียว” การนั่งก็ต้องนั่งหลังตรง เพราะว่า “หนึ่งในวิธีป้อนพลังให้สมองคือการฝึกท่ายืนและท่านั่งใหม่ “หลังตรง”

เธอรู้แม้กระทั่งสมองเป็นคลื่นชนิดใด แบบไหน ทำหน้าที่อะไร เก่งจัง “คลื่นอัลฟ่า เป็นคลื่นสำหรับคนอยากท่องจำหรือท่องหนังสือ ....เป็นคลื่นโปรดของหนูดีค่ะ และหนูดีฝึกสมาธิทุกวันเพราะได้คลื่นนี้บ่อยจ๊ะ” ตรงนี้ย้ำเป็นพิเศษ “หนูดีฝึกสมาธิทุกวัน” ขีดเส้นใต้สามเส้นเลย เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุไม่มากนัก กล่าวคำแบบนี้ได้ เพราะเธอเรียนด้านสมอง เพราะเธอรู้คุณค่าของการทำสมาธิ คนไทยเป็นชาวพุทธที่มีคำสอนด้านสมาธิทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจนำมาใช้ประโยชน์ แม้ในวงการศึกษา

คำที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษคือ “คนธรรมดาๆ อย่างพวกเราก็เป็นเจ้าของ (คลื่นอัลฟ่า) ได้ ลองฝึกสมาธิด้วยการทำสมถกรรมฐานด้วยการตามลมหายใจจนนิ่งบ่อยๆเข้าคลื่นนี้ก็มาเอง” เป็นอันว่าการทำสมองของเราให้ดีนั้น ทุกคนทำได้ด้วยการฝึก

 

เธอบอกในสิ่งที่ทุกคนชอบ “การนอนหลับลึกก็ดีกับสมองและบำรุงสมองส่วนจำมากๆค่ะ” แต่ที่สำคัญต้องหลับลึก หลับสนิท หลับแล้วไม่ฝันฟุ้งซ่าน วิธีการหลับที่ดีที่สุดคือหลับอย่างมีสติ เช่น กำหนดลมหายใจเข้า-ออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหลับ บางคนก็นับหนึ่ง สอง สาม สี่ฯลฯ บางคนกำหนดอาการพอง-ยุบที่หน้าท้อง จนกว่าจะหลับ หายใจเข้าท้องพอง ก็นึกว่าพอง หายใจออกท้องยุบก็นึกว่ายุบ เรื่อยไปจนกว่าจะหลับ

กลยุทธอีกอย่างหนึ่งที่เธอบอกเกี่ยวกับวิธีการจำ “ไมนด์แมปจะช่วยให้เราฝึกคิดเป็นรูปภาพ จำเป็นภาพเป็นสีซึ่งก็ตรงเผงกับลักษณะการจำตามธรรมชาติของสมอง” ใครยังไม่เคยทำก็ลองทำดู ต้องฝึกฝนกันหน่อย ฟังครูบรรยายไป ทำไมนด์แมป วาดภาพ แต่งแต้มสีสันไปเรื่อย กว่าจะจบการบรรยายก็ได้ภาพหลายภาพ

 

“กฎการจำแบบสร้างเส้นใยสมองใหม่ก็มีง่ายๆ ว่าเราจะต้องตอกย้ำข้อมูลที่จะจำบ่อย” สมองเราจะจำได้ดีก็ต้องย้ำๆ บ่อยๆ สิ่งที่เราชอบเราก็นึกบ่อย สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่นึก แย่หน่อยก็ตรงที่ว่า การเรียนเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบ ดังนั้นจึงไม่ค่อยนึกบ่อยๆ จึงเรียนไม่เก่ง วิธีการจำคือ ต้องย้ำบ่อย