--  วันนี้นักศึกษาแพทย์นั่งคอตก หลังจากมอบหมายให้ไปรับผู้ป่วยรายหนึ่ง เมื่อทีมถามว่าเกิดอะไรขึ้น
"..ผมกำลังจะนั่งลงคุยกับผู้ป่วย พอแนะนำตัวว่ามาจากทีม "Palliative care" ญาติผู้ป่วยที่เป็น PA (Physician assistant) รีบดึงผมออกมาจากห้อง บอกว่า ผู้ป่วยยังไม่รู้ว่าอาการตัวเองหนักแค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ ยังไม่อยากให้คุยตอนนี้.." เหตุเกิด ณ USA..

 เหตุการณ์นี้ ทำให้ฉันนึกไปถึงคุณหมอท่านหนึ่งในทีม เล่าว่า ได้รับปรึกษาต่างแผนกให้ไปดูผู้ป่วยรายนึง "ด่วน" ตอนเกือบสองทุ่ม...ปรากฎว่า เมื่อไปถึง ผู้ป่วยไร้สติ กำลังหายใจทางปาก (air hunger) มือเท้าเย็น ยังไม่ทันที่เธอจะทบทวนประวัติผู้ป่วยจบ ผู้ป่วยก็เสียชีวิต..ตอนนั้นเธอบอกรู้สึกเหมือนมีฮู้ดและมีหาง (เหมือนยมทูต) ในสายตาของญาติๆ ข้างเตียงผู้ป่วย...เหตุเกิด ณ  Singapore.

  ทั้งสองเรื่องนี้ เป็นตัวอย่างของปัญหาการเปลี่ยนผ่านจาก "Cure to Care" ที่พบในประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบ Palliative มาก่อนบ้านเรา..ทำให้กลับคิดว่า

  "การที่บ้านเราเพิ่งเริ่มมี ก็ดีเหมือนกัน..อาจตั้งต้นดีแล้วไปได้ดี (กว่าต้นแบบ)"

   คงเพราะประวัติศาสตร์ของ Palliative care เริ่มต้นจากระบบ Hospice ทำให้ Palliative care ในยุคบุกเบิกคือ synnonym กับ End of life care และกลายเป็นทัศนคติที่ฝังลึก แม้ว่าองค์การอนามัยโลก หรือ กลุ่มองค์กรวิชาชีพ ได้ออกนิยามใหม่มา และมีการอ้างอิงกันในหมู่นักวิชาการ..
   ..แต่การปฎิบัติ ก็ไม่ไปตามนิยามมากนัก..ผู้ป่วยกลุ่ม "Life threatening illness" ยังถูกดูแลแบบแยกส่วน จนกว่าช่างซ่อมทุกท่านจะลงความเห็นว่า "ทุกส่วนพังโดยสิ้นเชิงแล้ว" จึงยกมาให้หน่วย Palliative ดูต่อ..

 ..ถ้าจะให้เป็นอย่างนิยามจริง ทำไม ทีม Palliative ไม่มีสิทธิเข้าไป "ร่วมดูแล" ตั้งแต่ตอนผู้ป่วยยังรับการรักษาแบบ curative อยู่ ไม่ต้องถึงขนาดแต่แรกวินิจฉัยก็ได้ แต่น่าจะมีเวลาให้ผู้ป่วยและญาติ ทำความรู้จักกับทีมที่มาดูแลนี้ว่ามาเพื่อ "Prevention and relief of suffering" มิใช่มาเพื่อบอกว่า "ใกล้ถึงเวลาของคุณแล้ว"

..... 

  ท่านคิดอย่างไร
  Palliative care
  = การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
  = การดูแลผู้ป่วยสิ้นหวัง

  หรือเปล่า ??????