ในขณะที่เสียงผู้มีอำนาจเพียง 5 เสียง กับเสียงของประชาชนมากกว่า 15 ล้านเสียง ดูทีท่าว่า “เสียง 15 ล้านเสียง จะสู้เสียงผู้มีอำนาจเพียง 5 เสียง ไม่ได้เสียแล้ว”



การเลือกตั้งของไทยผ่านพ้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่สามารถรับรองคณะรัฐมนตรีได้ เพียงเพราะผลพวงของ กกต. ที่ยังไม่อนุมัติให้ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบางพรรคการเมืองได้เข้าบริหารรัฐบาล ตามหลักประชาธิปไตยสากล

ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดเสียงของคนเพียงแค่ 5 เสียง จะมีอำนาจตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศ กว่า 15 ล้านเสียงได้ หรือนี่คือประชาธิปไตยแบบไทยๆ เหมือนที่เคยมีคำกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ยี่สิบกว่าปี โดย “คุณก็รู้ว่าใคร”

การตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้า ด้วยรัฐบาลที่ประชาชนต้องการ

ขอกล่าวถึง กกต.หลัก ที่มีเพียง 5 เสียงเท่านั้น ยังต้องมีการถกแถลงลงมติว่า “จะเอาใครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และมีการ Vote ลงมติตามเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งหากติดตามข่าวโดยตลอดเวลา จะเห็นว่ามีคะแนน 3:2 เสมอ คือ ไม่เห็นด้วย 3 เห็นด้วย 2

เมื่อเป็นตามนี้ เสียงส่วนใหญ่ คือ ไม่เห็นด้วย จึงต้องยอมให้เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ยอมต่อเสียงใหญ่ๆ 3 เสียง

ในขณะที่เสียงผู้มีอำนาจเพียง 5 เสียง กับเสียงของประชาชนมากกว่า 15 ล้านเสียง ดูทีท่าว่า “เสียง 15 ล้านเสียง จะสู้เสียงผู้มีอำนาจเพียง 5 เสียง ไม่ได้เสียแล้ว”

ทำไมช่างแตกต่างกันนัก! หากเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใดๆ ทั้งสิ้น กกต.ต้องการให้ใครเป็นผู้บริหารประเทศก็สอบถามความปรารถนาจาก “คุณก็รู้ว่าใคร” ก็น่าจะได้คำตอบเป็นที่ถูกใจ และไม่เสียเวลาเลือกตั้งให้ สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ

แต่เมื่อเดินทางมาเช่นนี้ ควรที่จะปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย แน่นอนว่า การได้เป็นผู้นำประเทศด้วยการเลือกตั้ง อาจจะไม่ใช่หนทางประชาธิปไตย (ของใครหลายๆ คน) แต่เป็นแนวทางเบื้องต้นที่สั่งสอนให้ประชาชน ได้เข้าใจพื้นฐานของประชาธิปไตย ก่อนที่ประชาธิปไตยขั้นสูงจะก่อกำเนิดขึ้น

ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ปลูกฝังให้กลายเป็นประชาธิปไตยแบบ “ครึ่งใบ” ไม่ทราบว่าปัจจุบันนี้จะกลายเป็น “ประชาธิปไตยแบบเสี้ยวใบ” หรือเปล่า คือ การที่คนส่วนมากเลือกเข้ามาแล้ว ต้องถูกผู้มีอำนาจขั้นต้นพิจารณาว่าจะเอาหรือไม่เอา จากนั้นจึงรายงานให้ “คุณก็รู้ว่าใคร” ได้เลือกอีกครั้งว่า “ใครควรจะเป็นผู้บริหารประเทศ”

ดังนั้นเมื่อเลือกเข้ามาเช่นนี้ แล้วความคิดทางสังคมยังคงเป็นเช่นนี้ ไม่มีทางเลยมีประชาธิปไตย หรือการบริหารประเทศจะพัฒนาก้าวหน้าตามนานาอารยประเทศ

ประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก ตอนนี้กำลังแขวนบนเส้นด้าย ประชาคมโลกจะเอาหรือไม่เอา กับการประพฤติตัวของผู้บริหารคนเดิมและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ซึ่ง กกต.ต้องสามารถตัดสินได้ถูกต้อง

ไม่จำเป็นที่ต้องเกรงกลัวฝ่ายใดกดดัน หากการกระทำของกกต. เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โดยไม่มีใครบงการหรือชักใยอยู่เบื้องหลัง เหมือนกับที่สื่อพยายามจะยัดเยียดข้อ กล่าวหานั้นๆ

ความเป็นจริงคือความเป็นจริง ผู้กระทำผิดก็คือผู้กระทำผิด จะปกปิดอย่างไรก็ไม่สามารถปกปิดได้หมด เพียงแต่จะมีใครกล้าเปิดเผยความเป็นจริงให้แก่ประชาชนโลกได้รับรู้
กกต.ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนไทยประชาชาคมโลกได้รู้ว่ามาตรฐานและความถูกต้องของเมืองไทยยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

“การเดินหน้าของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ยุติธรรมของกกต.”