พวกที่อยู่ด้านหลังก็พากันเก็บใส่กระบุงได้วันละกระบุงสองกระบุง พญาลิ้นก่านบังคับบัญชาอย่างห้าวหาญและเหี้ยมโหดอย่างนี้ วันแล้ววันเล่า ข่าวว่าเร่งขุดคูเมืองใช้เวลาเพียงแค่ ๗ วัน งานที่พญาลิ้นก่านสั่งทำก็สำเร็จลง และสามารถทำการป้องกันเมืองเอาไว้ได้ คนทั้งหลายจึงเรียกเมืองป่าสักหลวงใหม่ว่า "เวียงห้าว" หรือ "เมืองห้าว" มาจนถึงทุกวันนี้

 

     ณ  เมืองป่าสักหลวงที่มีความสงบร่มเย็นมาช้านาน ชาวประชาก็กินดีอยู่ดีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ โดยมีเจ้าผู้ครองเมืองชื่อว่า "พญาลิ้นก่าน" เพราะลิ้นของพระองค์มีปานสีดำพาดผ่านกลางลิ้น ตำนานเล่าว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าเมืองพะเยาองค์หนึ่งในครั้งกระโน้น

 

     พระองค์ มีช้างตัวหนึ่งชื่อว่า "ช้างปู้กำงาเขียว" (อ่านว่า จ๊างปู๊ก่ำงาเขว) เป็นช้างป่ามีตัวใหญ่มากถึง ๑๒ ศอก มีกำลังมหาศาล มีผิวหนังดำก่ำ มีงาสีเขียวเหมือนแก้วนิลผักตบชวา คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "ช้างปู้ก่ำงาเขียว" พญาลิ้นก่านได้ช้างตัวนี้มาเป็นคู่บุญบารมี ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ศัตรูต่างก็เกรงขาม บ้านเล็กเมืองใหญ่ต่างก็มาผูกมิตรไมตรีจิตด้วยเป็นอันมาก

 

     ภายหลังมาช้างตัวนั้น เกิดตกมันไล่ฆ่าคนทั้งหลายล้มตายไปเป็นอันมาก บ้านช่องของคนทั้งหลายก็ถูกช้างทำลายลงไปมากเช่นกัน คนทั้งหลายต่างแตกตื่นหนีตาย พากันอพยพเข้าอยู่ภายในเมืองป่าสักหลวงนั้นเอง

 

     พญาลิ้นก่านจึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ได้ช่วยกันป่าวประกาศเกณฑ์คนทั้งหลายให้ขุดคูเมืองล้อมเวียงทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อป้องกันอันตรายจากช้างตัวนั้น โดยสั่งให้แต่ละคนหมุนเวียนเปลี่ยนเวรกันทำการขุดอย่างไม่หยุดหย่อน

 

     เมื่อคนหนึ่งเหนื่อยอ่อนก็ให้อีกคนหนึ่งเข้ามาขุดแทน หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันขุดอย่างนี้ ขุดแล้วขุดเล่าเมื่อต่างคนต่างขุด ไม่ทันได้ระวังเพราะมัวแต่กลัวช้างจะวิ่งเข้ามา ด้วยความยัดเยียดในพื้นที่จำกัด ต่างเร่งรีบ บ้างลงจอบ บ้างลงเสียม ชุลมุลวุ่นวายกันอยู่ จอบและเสียมก็ไปถูกมือบ้าง ถูกเท้าบ้างของกันและกันขาดกระเด็นไป ผู้คนร้องครวญคราง บางคนไม่รู้สึกตัวว่ามือเท้าขาดก็ขุดต่อไปอย่างเร่งรีบ จนนิ้วมือนิ้วเท้าเกลื่อนกลาดขาดแล้วตกเต็มพื้นดินเป็นจำนวนมาก

 

     พวกที่อยู่ด้านหลังก็พากันเก็บใส่กระบุงได้วันละกระบุงสองกระบุง พญาลิ้นก่านบังคับบัญชาอย่างห้าวหาญและเหี้ยมโหดอย่างนี้ วันแล้ววันเล่า ข่าวว่าเร่งขุดคูเมืองใช้เวลาเพียงแค่ ๗ วัน งานที่พญาลิ้นก่านสั่งทำก็สำเร็จลง และสามารถทำการป้องกันเมืองเอาไว้ได้ คนทั้งหลายจึงเรียกเมืองป่าสักหลวงใหม่ว่า "เวียงห้าว" หรือ "เมืองห้าว" มาจนถึงทุกวันนี้

 

     ส่วนช้างตัวนั้นก็วิ่งไปทั่ว ไล่ฆ่า แทง ทำลายข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านเสียหายเป็นอันมาก ในที่สุดก็วิ่งไปติดหล่มอยู่ในหนองน้ำแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายจึงเรียกหนองน้ำนั้นว่า "หนองหล่ม" มาจนทุกวันนี้

 

     ในขณะนั้นธิดาแห่งพญาปัญจนคร ได้ทราบข่าวถึงรูปลักษณะของช้างนั้น ทรงใครจะได้งา เพื่อนำไปถวายพระราชบิดาและนำมาประดับบารมี ให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เกรงขามต่อนครรัฐต่าง ๆ ตามความเชื่อของตน

 

     พระนางจึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ป่าวประกาศไปให้ช้าวพระนครได้ทราบโดยทั่วกันว่า ผู้ใดมีความสามารถอาจหาญอาสากูไปเอางาช้างปู้ก่ำงาเขียวแห่งเวียงห้าวมาได้ กูจักให้ทองคำแก่มันผู้นั้นหนึ่งพันคำฮ้อย

 

     พรานป่าคนหนึ่ง มีวิชาดีใคร่จะได้โชว์ฝีมือจึงเข้าไปรับอาสาจะไปเอางาช้างปู้ก่ำงาเขียงแห่งเมืองพะเยามาถวายให้ได้ พรานป่าคนนั้นก็เดินทางจากปัญจนครมารอนแรมตามป่าเขาอยู่หลายวัน โดยขึ้นตามลำน้ำแม่ยมเล็ดลอดเข้าถ้ำแห่งหนึ่งแล้วออกมาถึงบริเวณหนองหล่ม มาพบกับช้างปู้ก่ำงาเขียวกำลังติดหล่มอยู่และได้พยายามตะเกียกตะกายออกจากหล่มนั้น จึงร่ายเวทย์มนต์สะกดแล้วลงมือฆ่าช้างหวังที่จะตัดเอางาไปถวายพระธิดาและรับรางวัล

 

     ช้างปู้ก่ำงาเขียวนี้ มิใช่ช้างธรรมดา แทงก็ไม่เข้าฆ่าก็ไม่ตาย จนนายพรานอ่อนใจและได้นำเรื่องดังกล่าวไปถามครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม ว่าจะฆ่าช้างตัวนี้ได้อย่างไร เมื่อได้คำตอบแล้วจึงกลับมาฆ่าใหม่โดยแทงช้างจากท้องทะลุขึ้นข้างบน

 

     เมื่อช้างปู้กำงาเขียวตายแล้ว ก็เกิดอาเพศ ฝนตกหนักถึง ๗ วัน ๗ คืน มีน้ำท่าวมอย่างมาก น้ำก็พัดเอาซากช้างตัวนั้นไหลลงไปในห้วยแห่งหนึ่ง ขณะนั้น เขาเรียกห้วยแห่งนั้นว่า "ห้วยดินแดง" ซากช้างตัวนั้นก็ถูกกระแสน้ำพัดไปตามลำห้วยตลอดสาย ห้วยดินแดงก็มีนิมิตที่ช้างไหลไป คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อห้วยลำนั้นใหม่ว่า "ห้วยแม่ร่องช้าง" มาจนถึงทุกวันนี้

 

     ซากช้างตัวนั้นก็เน่าเปื่อยแยกออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ไหลไปตามกระแสน้ำต่อไป ซากของช้างตัวนั้นก็ไหลไปตกค้างอยู่ที่บวกแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่เพียง ๓ ขา คนทั้งหลายก็เรียกบวกแห่งนั้นใหม่ว่า "บวกสามขา" มาจนถึงทุกวันนี้

     ส่วนไตของช้าง คนท้องถิ่นในภาคเหนือเรียกว่า "หมากเกว" ก็ไหลลงไปตามลำน้ำไปติดอยู่ที่รองบวกแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายก็เรียกว่า "ร่องหมากแกว" มาจนถึงทุกวันนี้

 

     ส่วนชิ้นที่เป็นหัวช้าง ก็ไหลลงไปตามน้ำไปติดค้างอยู่ที่ร่องน้ำแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายก็เรียกว่า "โทกหัวช้าง" ซากช้างไหลไปขวางทางน้ำ ณ ที่แห่งหนึ่ง คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "หนองขวาง" มาจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นน้ำร่องช้างก็ไหลลงสู่แม่น้ำอิงตรงบ้านหนองลาว เขตอำเภอภูกามยาว และน้ำอิ่งก็ไหลลงสู่น้ำโขงเป็นลำดับต่อไป

 

     บางมติบอกว่า เมื่อนายพรานมาจากเมืองปัญจนครแล้ว ไล่ฆ่าช้างจากตำบลหนองหล่ม ปรากกว่าช้างยังไม่ตาย ได้วิ่งหนีและต่อสู้กันมาตลอดทางและในที่สุดก็หนีมาทางเขตตำบลบ้านถ้ำ นายพรานเห็นดังนั้นก็ได้โดดลงหนองน้ำที่ตำบลหนองหล่มและมาโผล่ที่น้ำผุดตำบลบ้านถ้ำ ได้ไล่ห่าช้างมาจากบริเวณนั้น จนช้างตายสนิท ณ ทุ่งแห่งหนึ่ง ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่า "ทุ่งช้างตาย" มาจนถึงทุกวันนี้