ก่อนการมานั่งพิมพ์บันทึกนี้มานั่งทบทวนอ่านบรรทึกต่างๆที่ผ่านมาก็คงต้องบอกว่าพิมพ์ผิดกันไปพอสมควรเนื่องจากว่าเราเองเวลาพิมพ์มักจะพิมพ์แบบสัมผัสผ่านไปแล้วก็ผ่านไปถ้าเป็นเวิร์ดมันก็จะฟ้องคำผิดให้แต่พิมพ์ตรงนี้มันไม่ฟ้องสิ ผิดพอสมควรก็ลงมือกระทำการแก้กันไปแล้ว
การกระทำบางครั้งนั้นคนเรามันก็ไม่ค่อยทำกันเป็นกันแต่แค่ประมาณดีกันแต่คำพูดอย่างคนเข้าวัดบางทีเทียวตะเวณกันไปทุกสารทิศพูดกันไปว่าเป็นคณะปฏิบัติธรรม แสวงบุญ
ภาวนากันดีภาวนากันได้ แต่พอให้ลงมือสร้างคุณงามความดีบางครั้งพวกเธอกับทำกันไม่เป็น แค่การสร้างบุญสั่งสมบารมีลดกิเลสไม่ลงมือทำกันแล้วมันจะเป็นคณะปฏิบัติธรรมกันยังงัย
ยิ่งบางคนยิ่งกล่าวอ้างกันไปอีกว่าเป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้ แล้วได้ลงมือกระทำตามแนวทางปฏิปทาของท่านกันแล้วหรือยัง หรือแค่เข้าใกล้แล้วก็พูดกันไปแค่ให้โก้หรูว่าเป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงแค่นั้น
อย่างคำแรก "ทำ" ที่กล่าวตามชื่อบันทึกนะคือการลงมือกระทำ ในทุกอย่างที่เป็นแนวทางแห่งการสั่งสมบุญบารมี ชื่อแน่ว่าครูบาอาจารย์แทบทุกองค์ท่านต้องสอนแน่นอนว่า หากเป็นฆราวาสนั้นก็ต้อง ทาน,ศีล,ภาวนา นั้นเป็นเบื้องต้นแล้วหากท่านไหนมีแนวทางพิเศษเช่นไรท่านก็จะสอนลูกศิษย์แน่นอน
แต่พวกเราๆละได้พากันทำตามกันหรือยัง การให้ทานไม่ใช่ว่าสักแต่เดินสายเอาเงินว่านไปเรื่อย จะสร้างบุญด้วยการทำทาน "ทานมันต้องทำให้ถึงใจ" คือทำให้มันออกมาจากใจทำแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่วิตกกังวล ทำแล้วต้องไม่คาดหวังสิ่งใด ทานไปทุกอย่าง ทานทรัพย์ ทานความรู้ ทานอารมณ์ ทานโอกาสแห่งชีวิตและอีกมากมาย
มันก็ยากที่เราจะเข้าใจกันอย่างถ่องแท้แม้แต่เราคนบันทึกก็ยังไม่เข้าใจสักเท่าไรเลยเพราะชีวิตเรามักถูกผูกกับว่า ทำทานคือการให้เงินก็เลยการเป็นคณะทำทานหว่านเงินแสวงบุญแค่ได้เห็น ทานแล้วหากมีสติในการทำทานอย่างถูกควรก็ดีไป มันก็ยากที่จะสอนกันให้ทานด้วยการลงมือกระทำให้เป็นบุญ
ศีลมันจะว่าไปมันก็เป็นเหมือนกฏหมายของพระพุทธศาสนาให้เราได้กระทำตามแต่บทลงโทษมันไม่ได้มีไว้ตายตัวเหมือนกฏหมายบ้านเมือง ศีลเป็นเพียงนามธรรมจะได้รับผลอย่างไรมันก็ขึ้นอยู่กับการกระทำตัวกันเองแหละ
แค่ศีลหากเราปฏิบัติรักษากันได้ตามข้อกำหนดของศีลมันก็เป็นคุณงามความดี เรียกกันว่ากุศลกรรม ผลมันก็เป็นบุญสั่งสมไปให้กับเราทั้งชาตินี้แหละชาติหน้าแต่มันมองไม่เห็นเหมือนเงินฝากธนาคารเลยทำให้คนเราไม่เห็นคุณค่า
หากเราทำผิดไปจากศีลมันก็จะเป็นอกุศลกรรม ผลมันก็คือบาปอย่างแรกเลยเมื่อทำบาปมันก็เป็นทุกข์ใจกันละว่าจะมีคนรู้ไหมว่าเราทำผิด ต่อมาหากผลแห่งบาปเด่นชัดอาจได้รับทุกข์หนักขึ้นไปอีกอาจถูกสังคมประณามหรือถูกจับตามความผิดหากมันผิดศีลแล้วไปตรงกับกฏหมายในแต่ละข้อ
แค่ทำตนให้เป็นปกติมีความดีในการรักษาศีลให้ฝังลงไปในใจในการเกรงกลัวต่อการกระทำบาปแค่นี้ก็เป็นบุญกันอย่างมหาศาลเลยมากกว่าการที่คนส่วนมากชอบเดินทางตระเวณกันไปตามสถานที่ต่าง
ให้รักษาแค่ศีลมันก็เป็นบุญแล้วแต่ก็ทำกันน้อยเพราะมันมองไม่เห็น มันก็ว่ายากมันกลายเป็นค่านิยมไปแล้วที่ว่าได้เที่ยวด้วย ได้บุญด้วย ได้ของฟากด้วย ได้โสเหร่ด้วย(ภาษาอีสานประมาณว่าพูดคุยเรื่อยเปื่อย นินทา ประมาณนี้)
สุดท้ายภาวนา อันนี้พูดตรงๆบางคนคิดว่าแค่นั่งหลับตานึกในใจว่า พุทธ,โธ แล้วยิ่งฟังพระเทศน์ไปด้วยยิ่ง เจ๋งฉันนี้แหละนักภาวนา นั่งเก่งด้วยนั่งได้นานด้วย
เดี๋ยวก่อนไอ้ที่นั่งกันนานๆนะพอออกจากสมาธิตรงนั้นกันแล้วมาใช้ชีวิตกันนะมันยังมีสมาธิติดมากันหรือเปล่าหรือหายไปเลย การภาวนานั้นไม่ใช่แค่สักแต่นั่งพระพุทธองค์ยังบอกเลยว่าคนเราทำเพียรภาวนากันได้สี่อิริยาบศ ยืน,เดิน,นั่ง,นอน มันทำกันได้ตลอดเวลา
ในการที่เรามีสมาธิแล้วให้มันยึดติดยึดแน่นไปในใจเราเลยตลอดเวลานั่นละภาวนาแล้วกำหนดสติให้รู้ ในความเป็นไปของชีวิตอย่างรู้ในการกระทำ
โอ้ ยากครับที่คนเราแบบหยาบๆจะทำกันได้ ไอ้ที่พิมพ์บันทึกอยู่นี่ก็ไม่ได้เท่าไรหรอกครับ โดยมากคนเรามักไปหลงมัวเมากับกิเลส ราคะ ตัวตนของตนอยู่ กูนี้ดีกูนี้แน่กูนี้ถูกกูนี้คิดถูก จากแค่สัมผัสภายนอกอย่างหยาบ จะสอนกันมันก็ยากครับของอย่างนี้รู้ใครรู้มันอวดกันไม่ได้ ยิ่งทำได้ถึงขั้นหนึ่งหากมีเรื่องกระทบมันก็จะแตกได้ง่าย บอกกันยาก เมื่อหลงกันไปแล้วมิได้พิจารณากันให้ถ่วนถี่ ก็ยิ่งไปกันใหญ่
ยิ่งหากมีประเภทอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์คนเรามันยิ่งชอบ มีกำลังจิตกล้าแข็ง เห็นอนาคต เห็นอดีต เห็นนั่นเห็นนี่ เปิดจิตคนกันได้ช่วยภาวนาดีขึ้นกันไปได้ถึงชั้น อินทร์ ชั้นพรหม ยิ่งชอบกันไปใหญ่
พุทธองค์สอนให้เรารู้ทุกข์เหตุอย่างไรให้ดับที่เหตุ ไม่มองเหตุกันแล้วพากันลืมหัวใจหลักของศาสนากันไปเลย บอกให้รู้เลยดีกว่าจะงงกัน
-อย่างแรก ทำความดีให้ถึงพร้อม
-อย่างสอง ละเว้นจากการกระทำชั่ว
-อย่างสาม ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจาก กิเลส อาสวะ
มันมีข้อไหนไหมนี่ที่สอนให้ไปหลงงมงายกับไอ้ปาฏิหารย์บ้าๆบอๆ ยิ่งข้อสามบอกเลยให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ การภาวนะคือการพิจารณาให้เรานั้นได้เห็นทุกข์เกิดปัญญาในการสู้ทุกข์ เพื่อไม่เกิดทุกข์อีก เพื่อให้จิตใจนั้น ว่างเปล่า ปราศจาก กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ
พุทธองค์ก็ไม่ได้สอนให้เชื่อเรื่องอิทธิฤทธิ์ ทรงตรัสห้ามพระภิกษุอีกต่างหากมิให้แสดง อวดอิทธิฤทธิ์เพราะผู้ที่หลงงมงายกับสิ่งเหล่านี้มีมากในโลกจะเป็นการทำให้คนนั้น
ไม่กระทำตนให้เวนจากิเลสแต่เป็นอย่างไรกันก็ไม่รู้ถ้าว่าพระองค์ไหนเก่งภาวนาดี รู้ทางใน ให้หวยแม่นคนชอบจัง(ให้ตรงหรืออ้อมก็แล้วแต่)
แต่ไอ้พระประเภทใช้ชีวิตปฏิบัติไปวันตามสบายทำอย่างปกติของชีวิตตามข้อปฎิบัติต่างแบบให้รู้ ทำงานไปด้วยสร้างประโยชน์ พัฒนาสิ่งต่างให้คนและสังคม ไม่ค่อยมีมาดทาง ปากหวานไม่เป็น ไม่ค่อยสนใจกันหรอก
ไอ้ที่เล่ามาทั้งหมดเราได้ลงมือกระทำกันอย่างไร เราได้ลงมือกระทำให้เป็นบุญกันหรือยัง หรือว่าแค่แห่กันไปเอาบุญ
ขอฟากว่าลงมือกระทำกันเถอะไม่ว่าจะอะไรก็ตามเมื่อท่านลงมือกระทำกันแล้วนั่นแหละท่านจะได้เป็นซึ่งคุณธรรมที่มันออกมาจากจิตจากใจ
ลงมือทำเพื่อให้แจ้งในธรรมะ
( วัดเป็นชีวิต จิตเป็นความดี )
กราบนมัสการพระอาจารย์ครับผม