การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สถานศึกษาหรือโรงเรียนต้องประกันคุณภาพการศึกษาที่จัดให้กับผู้เรียนตามมาตรฐาน เมื่อมีการรับประกัน จึงต้องมีการประเมินคุณภาพ

ารประเมินคุณภาพการศึกษา กำหนดให้มีทั้งประเมินโดยหน่วยงานต้นสังกัด เรียกว่าประเมินภายใน และโดยหน่วยงานภายนอก เรียกว่าประเมินภายนอก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เป็นหน่วยงานภายนอก ซึ่งได้จัดตั้งขึ้น เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ 

ขณะนี้ สมศ. เริ่มประเมินคุณภาพภายนอกอีกครั้ง เป็นรอบที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมา ซึ่งเป็นการดำเนินการในช่วงปี 2554-2558  เกณฑ์หลายอย่างที่ใช้ในการประเมินรอบ 2 ได้รับการปรับปรุงแก้ไข เน้นประเมินผลผลิตหรือตัวนักเรียนมากขึ้น กระบวนการผลิตหรือการดำเนินงานของโรงเรียน จะให้หน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชอบ ซึ่งปกติจะมีการประเมินภายในเป็นระยะอยู่แล้ว

ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผู้อำนวยการ สมศ. เปิดเผยว่า ในตัวบ่งชี้ที่ 5 ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพพ.) มีมติเห็นชอบให้กลับไปใช้เกณฑ์ประเมินผลสัมฤทธิ์หรือการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) เหมือนกับการประเมินภายนอกรอบ 2  ยังเผยต่อด้วยว่า สมศ. เริ่มประเมินสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐานจำนวนกว่า 8,000 โรงแล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ซึ่งจะยังไม่ตัดสินผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะอยู่ในช่วงเก็บข้อมูล และจะดำเนินการไปจนถึงเดือนสิงหาคม(มิถุนายน-สิงหาคม) ทั้งนี้ เพื่อนำผลสรุปมาปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์อีกครั้งในเดือนกันยายน

สรุปว่าการประเมินภายนอกรอบ 3 มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ตัวบ่งชี้ที่ 5 เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(โอเน็ต)ใหม่ ทั้งๆที่ สมศ. เพิ่งจะเริ่มต้นประเมินมาได้ไม่กี่วัน อีกทั้งการประเมินชุดแรกกว่า  8,000 โรง จะเป็นดั่งหนูทดลอง เพราะ สมศ. จะปรับปรุงหลักเกณฑ์อีก 

เกณฑ์ประเมินตัวบ่งชี้ที่ 5 เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(โอเน็ต) สมศ. กำหนดไว้ว่า โรงเรียนต้องมีจำนวนนักเรียนได้ผลการสอบในระดับดี(สูงกว่าขีดจำกัดล่างของค่าเฉลี่ย)ตามเกณฑ์ และผลสอบโอเน็ตในปีปัจจุบันต้องสูงกว่าปีที่ผ่านมา จึงจะได้คะแนนพัฒนาการ การพิจารณาให้คะแนนจำแนกเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆทั้ง 8 กลุ่ม จากนั้นจะนำคะแนนทุกกลุ่มมารวมเป็นคะแนนเต็มในตัวบ่งชี้นี้ 20 คะแนน โดยใช้เกณฑ์ตัดสินว่า สถานศึกษาที่ได้คะแนนตั้งแต่ 0-9.99 ต้องปรับปรุงเร่งด่วน , 10-11.99 ต้องปรับปรุง , 12-14.99 พอใช้ , 15-17.99 ดี และ 18-20 ดีมาก รวมทั้งมีเกณฑ์ตัดสินภาพรวมของโรงเรียน ซึ่ง สมศ. จะประเมินทั้งสิ้น 12 ตัวบ่งชี้ ว่าโรงเรียนใดจะได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน ก็ต่อเมื่อไม่มีตัวบ่งชี้ใดมีผลในระดับปรับปรุงเลย

แม้ผลการสอบโอเน็ตที่ผ่านมาจะถูกวิพากษ์อย่างหนักจากทุกฝ่าย เพราะผลคะแนนต่ำมาก แทบทุกวิชาได้ไม่ถึงครึ่งหรือร้อยละ 50 หมายถึง นักเรียนเราสอบโอเน็ตตกกันแทบทั้งประเทศ เรียนแล้วไม่มีความรู้ก็เหตุผลอย่างหนึ่ง แต่อีกอย่างหนึ่งกลับเป็นตัวข้อสอบเองที่อาจเป็นปัญหา  อย่างไรก็ตามผลการสอบโอเน็ต ก็จะยังคงถูกนำมาวัดคุณภาพโรงเรียน

สมศ.น่าจะกังวลใจต่อเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะก่อนผลสอบโอเน็ตทุกระดับชั้นจะออกครบ สมศ.ได้ประกาศเกณฑ์ประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 3 ซึ่งรวมด้วยตัวบ่งชี้ที่ 5 ต่อสาธารณชน เพื่อให้สถานศึกษารับทราบและเตรียมพร้อมรับการประเมินอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว

พลันผลการสอบโอเน็ตที่มีปัญหาออกมาครบทุกระดับชั้นจริง ทั้ง ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6  จึงแน่ชัดว่า โรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงร้อยละ 85 มีผลประเมินตัวบ่งชี้ที่ 5 ระดับต้องปรับปรุง ซึ่งหมายถึงโรงเรียนเหล่านั้นจะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพโดยรวมอย่างอัตโนมัติด้วย หรืออีกนัยหนึ่งโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานค่อนประเทศไทยจัดการศึกษาไม่ได้คุณภาพ จึงไม่ได้การรับรองมาตรฐานจาก สมศ.

สมศ.จำยอมถอยไปใช้เกณฑ์ตัวบ่งชี้ที่ 5(โอเน็ต) เหมือนการประเมินรอบ 2 กล่าวคือ สถานศึกษาที่ได้คะแนนตั้งแต่ 0-3.99 ต้องปรับปรุงเร่งด่วน , 4-7.99 ต้องปรับปรุง , 8-11.99 พอใช้ , 12-15.99 ดี และ 16-20 ดีมาก จุดสำคัญคือ สมศ. ลดคะแนนต้องปรับปรุงลง จากน้อยกว่า 12  เป็นน้อยกว่า 8 คะแนน ส่งผลให้จำนวนโรงเรียนที่จะไม่ผ่านการประเมินลดลงเหลือร้อยละ 35

ถึงแม้การปรับปรุงแก้ไขคะแนนครั้งนี้จะช่วยให้ความรู้สึกของทุกฝ่ายดีขึ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น และน่าจะปรับเปลี่ยนเสียยิ่งกว่า แต่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง นั่นก็คือ หลักคิดในการประเมิน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดความรู้สึกว่า ผลการประเมินภายนอกของ สมศ. มีความน่าเชื่อถือ เป็นธรรม สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้

หลักคิดการประเมินภายนอก อยู่บนพื้นฐานการประเมินคุณภาพโรงเรียนทุกโรงด้วยไม้บรรทัดอันเดียวกัน หรือเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้าน เพื่อจะสร้างให้ทุกโรงมีมาตรฐานเหมือนกัน ความจริงเป็นไปได้หรือ แม้สมมติให้โรงเรียนอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบสังคมนิยมที่เน้นความเท่าเทียมเลยก็เถอะ ดังนั้น โรงเรียนที่พร้อมมากจะผ่านการประเมินแบบฉลุย จนชิน จนเฉื่อยชาขึ้นก็อาจเป็นได้ ส่วนโรงเรียนที่ไม่พร้อมเอาเลย อะไรก็ขาดแคลน จะผ่านการประเมินแบบทุลักทุเล หรืออาจจะไม่ผ่านการประเมินซ้ำซาก จนท้อแท้ ถดถอยกันไปหมด ทั้งโรงเรียน ครู และชุมชน ภาวะอย่างนี้คงไม่เป็นผลดีแน่

ลองพิจารณาผลการประเมินตัวบ่งชี้ที่ 5(โอเน็ต) ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ทั้ง 3 ระดับ จำนวน 19 โรง ซึ่งผู้เขียนเน้นนำเสนอโรงเรียนที่จะเข้ารับการประเมินภายนอกรอบ 3 ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พ.ศ. 2554 ด้วยการทดลองคำนวณคะแนนแต่ละโรง ซึ่งขณะนี้เผยแพร่อยู่ (http://www.onesqa.or.th/onesqa/th/download/index.php) รวมทั้งทดลองตัดสินผลตามเกณฑ์มาตรฐานของ สมศ. ซึ่งปรับเปลี่ยนใหม่ ก็จะทำให้เห็นความจริงบางประการได้ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของผลการตัดสินกับระดับของโรงเรียน 

* คือโรงเรียนที่จะเข้ารับการประเมินภายนอกรอบ 3 ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พ.ศ. 2554

พบว่าโรงเรียนระดับจังหวัด 2 โรง ผ่านทั้งหมด โรงเรียนระดับอำเภอ 7 โรง ผ่าน 5 ไม่ผ่าน 2 และโรงเรียนระดับตำบล 10 โรง ผ่าน 2 ไม่ผ่าน 8 ส่วนผลคะแนนโอเน็ตระดับดี ทั้งสูงสุดและรองเป็นโรงเรียนระดับจังหวัด(A,B)ทั้งสิ้น 12.34 และ 9.43 สำหรับคะแนนโอเน็ตปีปัจจุบันเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา กลายเป็นว่าโรงเรียนระดับตำบล(L)มีพัฒนาการสูงสุด 3.50 รองลงไปเป็นระดับอำเภอ(D) 3.00

แปลความได้ว่าโรงเรียนระดับจังหวัด ซึ่งมีความพร้อมมากเป็นทุนเดิม แถมนักเรียนก็คัดด้วยการสอบเลือกนักเรียนเก่งเข้ามาเรียน ผลคะแนนโอเน็ตระดับดีจึงสูง ขณะที่โรงเรียนระดับตำบลซึ่งมักขาดความพร้อมและไม่มีโอกาสเลือกรับนักเรียน ผลคะแนนโอเน็ตระดับดีจึงต่ำอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้ครูและชุมชนของโรงเรียนซึ่งขาดความพร้อมจึงต้องทำงานกันหนักขึ้น ด้วยความยากลำบากกว่าโรงเรียนที่มีความพร้อมทั้งหลาย เพื่อพัฒนานักเรียนให้ได้คุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ผลคะแนนโอเน็ตของปีปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการจึงค่อนข้างสูง แต่ผลที่จะได้รับหรือการตัดสินคุณภาพมาตรฐานในภาพรวมของโรงเรียนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะไม่ผ่านเกณฑ์ หรือจะไม่ได้การรับรองมาตรฐาน

กรณีตัวอย่างโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ทั้ง 3 ระดับ 19 โรงนี้ น่าจะตอกย้ำอีกครั้งว่า ทำไมผลการประเมินภายนอกของ สมศ. รอบที่ผ่านมา จึงสร้างความเคลือบแคลง สงสัย ไม่น่าเชื่อถือ จากทั้งสังคมและผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการที่ สมศ. ประเมินคุณภาพของโรงเรียนทั้งประเทศด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ด้วยหลักคิดจะสร้างให้แต่ละโรงมีมาตรฐานเหมือนกัน

แบ่งกลุ่มประเมินคุณภาพดีกว่าไหม เป็นมาตรฐานของโรงเรียนระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือระดับประเทศไป หรืออาจจะเป็นมาตรฐานโรงเรียนขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็ได้ ด้วยเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับ สามารถนำไปเปรียบเทียบ อ้างอิง เพื่อพัฒนาแต่ละโรงเรียนได้อย่างสนิทใจ ความรู้สึกเป็นธรรม ขวัญกำลังใจของโรงเรียนและชุมชนที่ขาดความพร้อมจะกลับคืนมา โรงเรียนที่มีความพร้อมอยู่แล้ว จะถูกกระตุ้นด้วยเกณฑ์คุณภาพที่ท้าทาย

อย่างนี้ไม่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองกว่าดอกหรือ?

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 24 กรกฎาคม 2554)