วันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์ แต่พี่รินบะหมี่เกี๊ยวเจ้าเก่าของเราก็มา !  

 

เมื่อตอนที่หมู่บ้านกำลังก่อสร้างอยู่ พี่รินขับรถบะหมี่เกี๊ยวเข้ามาให้บริการกับคนงานก่อสร้างทุกวันเป็นประจำมิได้ขาด  ตอนนั้นบะหมี่ชามละ  ๒๐ บาท 

 

หลังจากที่หมู่บ้านสร้างเสร็จเจ้าของบ้านตัวจริงเข้ามาอยู่กัน ลูกค้าจึงไม่มากเหมือนก่อน เพราะคนส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องออกจากบ้านกันแต่เช้า กว่าจะกลับเข้าบ้านกันก็มืดค่ำ ช่วงกลางวันของวันธรรมดาจึงเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบเหงา พี่รินจึงเปลี่ยนเส้นทางขายบะหมี่ และปรับเวลาการให้บริการใหม่เป็นมาขายเฉพาะวันอาทิตย์วันเดียว

 

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา  เนื้อหมูก็ขึ้นราคา  ร้านอาหารต่างปรับราคากันถ้วนหน้า แต่พี่รินของเราก็ยังยืนราคาเอาไว้ที่ ๒๐ บาทเหมือนเคย ทั้งปริมาณและความอร่อยก็ไม่ได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย จนลูกค้าประจำอย่างฉันเห็นใจ ถามพี่เขาว่า “พี่จะขึ้นราคาบ้างก็ได้นะ” พี่เขาตอบว่า “ไม่รู้จะขึ้นเท่าไหร่ดี เพราะถัวๆ กันไปเราก็พออยู่ได้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร จะให้ขึ้นทีละ ๕ บาท มันก็มากเกินไป”

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกนับถือในน้ำใจของพี่ริน คนเล็กๆ คนหนึ่งที่เห็นแก่คนอื่นมากกว่าตนเอง

 

พริกของพี่รินมีทั้งพริกป่นและพริกคั่วสีคล้ำกลิ่นหอมติดจมูก ที่เมื่อเอื้อมมือไปตักมาใส่ชาม ก็จะได้ยินพี่เขาเตือนว่า “เผ็ดนะครับ พริกคั่วเอง”

 

นอกจาก “พริกคั่วเอง” ที่ทำให้ฉันติดใจ และรอคอยแล้วก็ยัง “กากหมูเจียวเอง” ที่พี่เขาไปซื้อมันแข็งมาจากตลาดทุกวันวันละ ๒ กิโล เพื่อนำมาเจียวให้ได้น้ำมันหอม และกากหมูกรอบๆ ที่ทุกคนพากันติดใจ ทำให้ในบางวันนอกจากจะมีลูกค้ามารุมล้อมรอบรถเข็นจนรับออเดอร์ไม่ทันแล้ว ก็ยังมีลูกค้าที่หมู่บ้านอื่นโทรเข้ามือถือมาถามด้วยว่า “บะหมี่หมดหรือยัง จะแวะไปที่หมู่บ้านไหม”

 

ตอนที่ทุกคนเดือดร้อนกันเรื่องน้ำมันพืชขาดตลาด พี่เขาจึงไม่เดือดร้อนอะไร เพราะว่าไม่ได้ใช้น้ำมันพืชนั่นเอง 

 

ปีนี้พี่เขาปรับขึ้นราคาบะหมี่เป็นชามละ ๒๕ บาทแล้ว  ถ้าเพิ่มลูกชิ้นพิเศษอีก ๓ ลูก ก็คิดชามละ ๓๐ บาท  วันนี้เป็นวันเสาร์คนที่หมู่บ้านไม่มากเหมือนวันอาทิตย์  ทำให้ลูกค้าของพี่รินมีไม่มากนัก ฉันจึงคุยกับพี่เขาได้นานอีกหน่อย  ฉันถามพี่เขาว่า  

 

“พี่ใช้พริกอะไร ทำไมถึงหอม แล้วก็เผ็ดจัง” พี่รินตอบว่า “พริกหัวเรือ เหมือนพริกชี้ฟ้า แต่เป็นพันธุ์ของมัน”

 

“แล้วพี่รู้ได้อย่างไรว่าพริกชนิดนี้เผ็ดกว่าพริกอื่นๆ” พี่เขาตอบว่า “ที่บ้านปลูกพริก” คำตอบของพี่เขาทำให้ฉันมีคำถามต่อไปว่า “แล้วพี่เอาพริกมาจากบ้านเลยเหรอ”

 

พี่รินจึงเล่าให้ฟังว่าตอนสงกรานต์กลับบ้านที่ศรีสะเกษทีก็เอาใส่รถมาเป็นกระสอบๆ คำนวณน้ำหนักได้ร้อยกว่ากิโล  ที่ต้องมากขนาดนี้เพราะพี่เขาตั้งใจเอามาฝากเพื่อนด้วย แล้วก็เก็บไว้ให้พอใช้ไปทั้งปี  

 

กว่าจะได้พริกแห้งมากขนาดนี้ พี่เขาต้องใช้พริกสดมากถึง ๔๐๐ กว่ากิโลทีเดียว เพราะพริกสด ๔ กิโล ตากแล้วได้พริกแห้ง ๑ กิโล

 

เมื่อถามว่า “ทำไมพี่ถึงไม่ไปซื้อพริก และกากหมูที่มีขายตามตลาดล่ะ” พี่เขาก็ตอบมาให้ฉันได้ชื่นใจว่า “อยากให้คนกินได้กินอร่อย เหมือนทำกินเองที่บ้าน เวลาไปซื้อเขาเราไม่รู้ว่าของทำใหม่ๆ หรือเปล่า”

 

ถ้าฉันต้องย้ายไปจากหมู่บ้านนี้ คนแรกที่ฉันจะคิดถึง และจำเอาไว้ไม่ลืมก็คือพี่รินคนนี้