เช้าวันที่ ๑๒ พอสว่างสาวน้อยกับผมก็ออกไปเดินดูนก  “พี่วิ” คือคุณวิไลวรรณ พี่ใหญ่ในวงการประชาสังคมของอุทัยธานี เล่าว่าเมื่อคืนราวๆ ตีสอง   มีเสือมาร้อง “โฮก” อย่างแสดงอำนาจจ้าวป่า ที่ข้างๆ บ้านพัก   ตามด้วยเสียงกว้าง เปิ๊บกันกระเจิดกระเจิง   แต่ผมหลับสนิทจนสว่าง ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย   แต่เมื่อสว่างมีเสียงนกร้องเซ็งแซ่ ให้ความสุขยิ่งนัก 

 

          จนเวลาประมาณ ๘ น. ทีมชมรมดูนกก็มาตามไปเดินป่า เพื่อดู “บ้านของเสือ”   โดยมีทีมประชาสัมพันธ์ของศูนย์ฯ คือคุณหนึ่งกับคุณสมชายเป็นมัคคุเทศก์   ความประทับใจ หรือข้อเปิดกะโหลกผม คือ บ้านของเสือไม่ใช่ป่าที่รกอย่างที่คิด   ป่านี้เป็นป่าเต็งรัง ต่อกับป่าเบญจพรรณ  ไม่ใช่ป่าดงดิบ

 

          ผมได้ความรู้ว่า ป่าห้วยขาแข้งมีจุดเด่นที่มีทุ่งหญ้าเป็นหย่อมๆ   ทำให้สัตว์กินหญ้ามีอาหารอุดมสมบูรณ์   และสัตว์ผู้ล่าก็พลอยมีอาหารอุดมสมบูรณ์ไปด้วย   สัตว์ผู้ล่าในป่าห้วยขาแข้งรองจากเสือคือหมาไน  ซึ่งมีพลังการรวมหมู่สูงมาก   ทำให้สามารถล่าสัตว์ใหญ่อย่างกระทิงได้   เมื่อคืนวันที่ ๑๑ เราได้ดูวิดีโอฝูงหมาในกินเหยื่อคือกวางตัวโตที่ล้มได้

 

          ที่จริงเราไม่ได้ไปเดินป่าเพื่อดูเสือ   แต่ไปดูว่าป่าที่เสืออยู่นั้นมีสภาพอย่างไร   มีร่องรอยให้เราเรียนรู้ระบบนิเวศของป่าอย่างไร   ร่องรอยที่สำคัญที่สุดคือ “รอยเท้า” สัตว์   และรอยตะกุยของเสือ เพื่อบอกความเป็นเจ้าของพื้นที่   คุณหนึ่งบอกว่า จากผลการวิจัย เสือโคร่งตัวผู้หนึ่งตัวต้องการพื้นที่ครอบครองเพื่อหากิน ๒๕๐ ตารางกิโลเมตร

 

          รอยตะกุยดินของเสือโคร่งใหญ่กว่าของเสือดาว   เพราะขนาดตัวและขนาดตีนใหญ่กว่า   เสือดาวนอกจากทิ้งร่องรอยตะกุยดินแล้วยังขี้หรือเยี่ยวรดไว้ที่รอยด้วย   ส่วนเสือโคร่งเยี่ยวรดไว้ที่ต้นไม้ข้างๆ รอยตะกุย   ตัวผู้เยี่ยวสูงระดับเอวผมทีเดียว ส่วนตัวเมียก็ต่ำลงมาหน่อย

 

          นี่คือการสื่อสารในป่า ระหว่างสัตว์ป่าด้วยกัน   สัตว์มนุษย์จมูกไม่ไวพอที่จะรับสัญญาณสื่อสารนี้ได้   เพื่อให้ได้สมองที่คิดเก่ง เราต้องยอมสูญเสียความสามารถส่วนอื่นไป 

 

          เราได้เห็นรอยเท้าสัตว์มากมาย ทั้งรอยกวางและรอยเสือ   รอยเสือเป็นเสือดาว   ส่วนรอยตะกุยก็ได้เห็น   ต้นไม้ข้างทางที่เป็นจุด “ใครมาต้องเยี่ยวรด” ก็ได้เห็น   “ใคร” ในที่นี้คือเสือครับ

 

          ผมเดินอยู่หลังสุดของกลุ่ม   เพราะมัวถ่ายรูปต้นไม้แปลกๆ   ทราบว่าตอนหนึ่งมีเสียงกวางตื่น และเราไปพบรอยตีนกวางกระโดดหนี   และมีรอยตีนเสือใหม่ๆ   แสดงว่าชีวิตป่าดำเนินไปตามปกติ ในบริเวณเส้นทางเดินชม “บ้านของเสือ”         

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๖ มิ.ย. ๕๔

ป้ายอธิบายเส้นทางชมธรรมชาติ บ้านของเสือ


 

ทางเข้า บ้านของเสือ


 

 ก่อนอื่นทำความรู้จักรอยเท้าสัตว์กันก่อน


 

รอยคุ้ย หรือ รอยตะกุย


 

กับดักเสือ สำหรับวิจัย


 

กล้องถ่ายรูปสัตว์ที่เดินผ่าน


 

เส้นทางเดินป่าสบายกว่าที่คาดไว้มาก


 

 

รอยต่อระหว่างป่าเต็งรัง กับป่าเบญจพรรณ ซึ่งชุ่มชื้นกว่า


 

 

รอยกวางนอนปลัก


 

 

ป่าเบญจพรรณรกกว่าป่าเต็งรัง


 

 

ใบว่านอูฐ หรือเปราะป่า หรือตูบหมูบ เพิ่งโผล่พ้นดิน


 

 

ดอกว่านอูฐ


 

 

ว่านนกคุ่ม


 

 

 ดอกไม้ป่า


 

 

คณะที่มาห้วยขาแข้งถ่ายรูปร่วมกัน