ความงดงามของวิถีการวิจัย ของนักวิจัยเชิงคุณภาพก็คือ “ ความหลากหลายวิธีการวิจัย ที่ใช้วิธีคิด/ทฤษฎี และกระบวนทัศน์ ในการวิจัย แพรวพราว หลายรูป หลายแบบ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีจุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ หลากหลายไปด้วย จนหาจุดยืนไม่ได้ แต่งานวิจัยเชิงคุณภาพเหล่านี้ กลับมีจุดร่วมที่แข็งมากและเหมือนกันคือ “มุ่งตีความ (interpretation) เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ในชีวิตของผู้คนและชุมชน” หน้าตาแบบไหน???ครับ จึงจะได้ชื่อว่า“เป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพที่เป็นตัวจริง(ขนานแท้)” ผู้ที่อธิบายได้ถึงหน้าตาของนักวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ดีคือ Denzin and Lincoln (2000) เขาอธิบายคุณสมบัติของนักวิจัยเชิงคุณภาพ ว่า “เป็นคนประเภทที่ ทำอะไรได้หลายอย่างด้วยตัวเอง( bricoleurs) นักวิจัยต้องใช้ กลยุทธ์ ในการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ หลายอย่างด้วยตัวเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กับ วิธีวิจัยเชิงปริมาณเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกัน ขัดแย้งกันหรือเป็นคนละขั้วหรือเปล่า เป็นคำถามที่นักวิจัยหลายคนหลายสำนัก สงสัยกันมากมาย ถ้าเรายังคิดติดอยู่ว่าการวิจัยทั้งสองประเภทนี้มีความขัดแย้ง หรืออยู่คนละขั้ว ก็คงจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน อยู่มาก เพราะจริงๆแล้ว วิธีการเชิงคุณภาพ และวิธีการเชิงปริมาณ ไม่ได้แยกกันอย่างเด็ดขาด ความเป็นเชิงคุณภาพ และความเป็นเชิงปริมาณ มีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ กล่าวคือวิธีการที่เรียกว่า เชิงคุณภาพนั้น มีคุณสมบัติเป็นเชิงปริมาณด้วย และในทำนองเดียวกัน ในวิธีการชิงปริมาณ ก็มีคุณสมบัติเป็นเชิงคุณภาพ อยู่ด้วยเหมือนกัน( ชาย โพธิสิตา 2549) </p> การจะเป็น วิธีการเชิงคุณภาพหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่านักวิจัยใช้ข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไรด้วย ถ้าเป็นนักวิจัยใช้โดยนับจำนวนเป็นสถิติ เพื่อเป็นการมุ่งอนุมาน( inference) ก็จะมีสมบัติเป็นเชิงปริมาณ ถ้าผู้วิจัยใช้โดยมุ่งการตีความหมาย ( interpretation) ก็มีคุณสมบัติเป็นเชิงคุณภาพ(jessor , 1996 ) การวิจัยทุกชนิด จึงล้วนมีส่วนเป็นเชิงคุณภาพอยู่ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น ถึงแม้จะไม่ได้ทำแบบเชิงคุณภาพเลยก็ตาม weisner (1996: 316) และ Harmmersley( 1992: 159) ใด้กล่าวเตือนสติไว้อย่างน่าคิดว่า “ การแบ่งแยกระหว่าง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณนั้นมีประโยชน์น้อย และจริงๆแล้วการแบ่งแยกเช่นนั้น ค่อนข้างจะอันตรายด้วยซ้ำ” ประเด็น “ญาณวิทยา” เข้ามาเกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงคุณภาพอย่างไร “ญาณวิทยา” เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ว่าด้วยเรืองของ บ่อเกิด ลักษณะ หน้าที่ ประเภท ระเบียบวิธี และความสมเหตุสมผล ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2543 : 34) เนื่องมาจากการถกเถียงทางความคิด หรือ “สงครามกระบวนทัศน์” ที่มีนักรบที่ร่วมในสงคราม สองฝ่าย คือฝ่ายที่นิยมวิธีการเชิงคุณภาพ กับฝ่ายที่นิยมวิธีการเชิงปริมาณ แต่ก็สงบลงเมื่อนักสังคมศาสตร์ จำนวนหนึ่ง เริ่มตระหนักว่าการตอบโต้กันไปมาเช่นนั้นเป็นการสูญเปล่า เพราะถึงอย่างไร ชีวิตและสังคมมนุษย์ ก็มิได้มีมิติเพียงด้านเดียว แต่มีทั้งสองด้าน ซึ่งนักวิจัยเองควรมองหลายๆด้าน จึงจะสามารถทำให้ นักวิจัยเข้าใจ สิ่งที่ตัวเองศึกษา ได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำไห้เกิดการเปิดกว้าง ในแง่ของระเบียบวิธี ในปัจจุบันมีการประนีประนอมมากขึ้น วิธีการทั้งสองจึงถูกมองว่า มีส่วนช่วยเสริมกันมากกว่าที่จะขัดแย้งกัน
KM ที่รัก ตอนที่42 " วิจัยเชิงคุณภาพ กับ วิจัยเชิงปริมาณเป็นมิตร หรือเป็นศัตรูกัน"
"ญาณวิทยา"
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาง พันดา เลิศปัญญา · 16 ส.ค. 2549
ไอวี่ · 16 ส.ค. 2549
นาย เอนก สุวรรณบัณฑิต · 16 ส.ค. 2549
จัว แซ่ว่าง · 16 ส.ค. 2549
นาย เอนก สุวรรณบัณฑิต · 16 ส.ค. 2549
วัลลา ตันตโยทัย · 16 ส.ค. 2549
1.การเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ของท้องถิ่นนั้น ๆ หรือแม้แต่วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง
2.การเข้าใจหลักการปฎิบัติเมื่อเข้าสู่กระบวนการการศึกษาชุมชนและลักษณะการเข้าใจถึงวิ๔วัฒนธรรมเชิงซ้อนของกลุ่มชนว่าเขาเป็นอยู่และเกี่ยวโยงอย่างไร
3.การเข้าใจว่า "ตนเอง" ต้องการอะไร จากสิ่งที่เราเข้าไปศึกษา และ แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญคือ ชุมชน ท้องถิ่น กลุ่มชน แล้วกลุ่มชน ท้องถิ่น เขาจะได้อะไร ภายหลังจากที่เราเข้าไปแล้ว
4.การก่อตัว...ของการสร้างเสริมความพร้อม และวัฒนธรรมนั้น แม้แต่ "คน"ที่เข้าไปศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่กลับเห็นใจชาวชุมชนว่า เขามีชีวิตที่ลำบาก หรืออย่างไร เขาควรจะได้รับสิ่งใด นั่นแหละคือคำตอบ " ของ KM
5. ให้ไปค้นหาในชุมชน.........แล้วคุณจะพบกับคำตอบเอง....................
เห็นด้วยกับ คุณ น.เมืองสรวง ค่ะ ดิฉันเพิ่งเข้าใจอย่างดีเมื่อตัวเองได้เรียนและฝึกภาคสนามในการทำวิจัยเชิงคุณภาพ
แต่ยังไม่มีความต้องการแสดงความคิดเห็นในประเด็นว่าวิจัยทั้งสองทางเป็นมิตรหรือศัตรูกัน
พอเข้าไปในสนามแห่งการวิจัย จะเห็นถึงขุมของความรู้ ความมีน้ำใจ ความเป็นคนไทยที่ควรหวงแหนรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ และไม่มีที่ใดๆในโลกนี้ที่จะมีความสุขเท่า
ดิฉันเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ดิฉันมีความสุขและอยากจะเข้าไปในหมู่บ้านอื่นอีก
ดิฉันอาจจะใหม่เกินไปที่จะรู้อะไรอีก ขอคารวะค่ะ และน้อมรับหากผิดพลาด
ด้วยความยินดียิ่งครับ....งานวิจัยจะไม่มีคำว่า.." ศัตรู"
เพราะการค้นหาตนเอง ต่างหากที่เป็นศัตรูตนเอง คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะเราเข้าไปเรียนรู้จากคนที่รู้ เพราะเราไม่รู้ในสิ่งเขารู้และเขาไม่รู้ในสิ่งที่เรารู้..ฉะนั้น ต้อง "ใช้พฤติกรรมปรับเปลี่ยน" คือ เปลี่ยนแปลงให้เข้าสภาพ และกับสิ่งที่เห็นและเป็นไปนั้น ๆ
จากการที่ดิฉันได้เข้าไปในหมู่บ้าน ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน ดิฉันก็รู้สึกถึงความเป็นมิตร และรู้สึกว่าเขาก็เป็นครูเรา และเขาก็มีความภาคภูมิใจที่ได้สอนเรา
ดิฉันใช้คำว่า เรา เพราะดิฉันพูดเรื่องเดียวกันกับคุณ น.เมืองสรวง
ผมดีใจกับประเทศไทย ของเรา ที่มีคนดีๆอย่างคุณ น เมืองสรวง และคุณ สิริพร ซึ่งในความเป็นจริงคนที่คิด และเข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์ความมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน มีไม่มากในสังคมปัจจุบัน แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจชาวบ้านอย่างนี้ แต่พอผมมีโอกาสเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน กว่า10 ปี ทำให้ผมถึงกับบางครั้ง แอบนั่ง ร้องให้อยู่คนเดียว ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำไมเราไม่เข้าใจชาวบ้านเลย เขาเป็นคนดี มีความรู้ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำงานหนัก(มาก) แต่ทำไมเขาจึงไม่ได้รับการดูแลจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่อ้างตัวเอง เป็นผู้เจริญแล้ว ผมไม่เข้าใจจริง แต่ที่ผมตั้งใจไว้แล้วว่า ผมจะช่วยเหลือ พวกเขา ทุกอย่างที่ผมทำได้ และตลอดที่ผมมีชีวิตอยู่ครับ
ตอนที่ดิฉันยังไม่ตัดสินใจเรียนต่อ ดิฉันคิดว่าคงพอเพียงแล้วสำหรับความรู้ แต่พอดิฉันผ่านการเสนอขอกำหนดตำแหน่ง ดิฉันกลับมีความรู้สึกว่าต้องทดแทนคุณของแผ่นดิน
พอได้ออกไปสัมผัสกับพี่น้องคนไทยด้วยกันแล้ว ดิฉันเกือบจะมีความรู้สึกเหมือนคุณศิริพงษ์ เพียงแต่ดิฉันเป็นผู้หญิง ไม่ค่อยได้ร่วมหัวลงท้ายเท่าไรนัก
อาจารย์เตือนว่า หลีกเลี่ยงการรับปาก จะทำให้เรามีผลเสียในภายหลัง
ดิฉันไม่เข้าใจในตอนนั้น แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
บางครั้งไม่ใช่หน้าที่ของผู้วิจัย แต่ด้วยน้ำใจของความเป็นคนไทย อดไม่ได้ที่จะอยากช่วยเหลือเกื้อกูล นะคะ
ขอบคุณค่ะ
การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่ามากในสังคมไทยครับ หากแต่เจ้าของชุมชน เขาต้องการสิ่งใด……ไม่ใช่ผู้ที่เข้าไปเรียนรู้นั้นนำสิ่งของ ๆ ให้ให้ เหมือน ส.ส. นะ แต่ต้องร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นให้เกิดประโยชน์ แล้วคุณค่าต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเองในชุมชน นั้น ๆ
ดิฉันไปเห็นการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางมากเลย
วันหนึ่งไปดูการถักไซดักปลา ชาวบ้านบอกว่า ไซขนาดกลางถักได้วันละ 1 อัน ขาย 30 บาท แต่ดิฉันไปถามที่หน้าร้าน 90 บาทเชียว
ดิฉันเลยพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านเรื่อง การรวมตัวเป็นสหกรณ์ มีประโยชน์หลายๆอย่าง
สงสารชาวบ้านนะคะ วัตถุดิบก็มีราคาสูงขึ้น แต่สินค้าราคาเดิม พ่อค้าคนกลางยังไปขึ้นราคากับผู้บริโภค ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลยค่ะ
อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ของชาวบ้านก็ได้ครับ เพราะส่วนใหญ่ ชุมชนมักจะทำอะไร ทำตามอย่างกัน พอผลผลิตออกมามักจะทำให้พ่อค้าโก่งราคา เป็นการเสียเปรียบโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้เรียนรู้ที่เข้าไปจึงมักจะไม่ค่อยสนใจในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก