GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

KM ที่รัก ตอนที่42 " วิจัยเชิงคุณภาพ กับ วิจัยเชิงปริมาณเป็นมิตร หรือเป็นศัตรูกัน"

"ญาณวิทยา"
                              ความงดงามของวิถีการวิจัย   ของนักวิจัยเชิงคุณภาพก็คือ ความหลากหลายวิธีการวิจัย ที่ใช้วิธีคิด/ทฤษฎี และกระบวนทัศน์ ในการวิจัย แพรวพราว หลายรูป หลายแบบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีจุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ หลากหลายไปด้วย  จนหาจุดยืนไม่ได้ แต่งานวิจัยเชิงคุณภาพเหล่านี้ กลับมีจุดร่วมที่แข็งมากและเหมือนกันคือ มุ่งตีความ ( interpretation ) เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ในชีวิตของผู้คนและชุมชน                                           หน้าตาแบบไหน???ครับ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพที่เป็นตัวจริง(ขนานแท้)   ผู้ที่อธิบายได้ถึงหน้าตาของนักวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ดีคือ Denzin and Lincoln (2000) เขาอธิบายคุณสมบัติของนักวิจัยเชิงคุณภาพ ว่า เป็นคนประเภทที่ ทำอะไรได้หลายอย่างด้วยตัวเอง(  bricoleurs )   นักวิจัยต้องใช้ กลยุทธ์ ในการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ หลายอย่างด้วยตัวเอง         

                                       วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กับ วิธีวิจัยเชิงปริมาณเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกัน ขัดแย้งกันหรือเป็นคนละขั้วหรือเปล่า  เป็นคำถามที่นักวิจัยหลายคนหลายสำนัก สงสัยกันมากมาย  ถ้าเรายังคิดติดอยู่ว่าการวิจัยทั้งสองประเภทนี้มีความขัดแย้ง  หรืออยู่คนละขั้ว ก็คงจะมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน อยู่มาก เพราะจริงๆแล้ว   วิธีการเชิงคุณภาพ และวิธีการเชิงปริมาณ ไม่ได้แยกกันอย่างเด็ดขาด  ความเป็นเชิงคุณภาพ และความเป็นเชิงปริมาณ  มีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่   กล่าวคือวิธีการที่เรียกว่า เชิงคุณภาพนั้น มีคุณสมบัติเป็นเชิงปริมาณด้วย  และในทำนองเดียวกัน ในวิธีการชิงปริมาณ   ก็มีคุณสมบัติเป็นเชิงคุณภาพ อยู่ด้วยเหมือนกัน( ชาย  โพธิสิตา  2549)

                                          การจะเป็น วิธีการเชิงคุณภาพหรือไม่นั้น  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ตัวเลข เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่านักวิจัยใช้ข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไรด้วย   ถ้าเป็นนักวิจัยใช้โดยนับจำนวนเป็นสถิติ เพื่อเป็นการมุ่งอนุมาน(   inference )  ก็จะมีสมบัติเป็นเชิงปริมาณ    ถ้าผู้วิจัยใช้โดยมุ่งการตีความหมาย ( interpretation ) ก็มีคุณสมบัติเป็นเชิงคุณภาพ( jessor , 1996 ) การวิจัยทุกชนิด จึงล้วนมีส่วนเป็นเชิงคุณภาพอยู่ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น  ถึงแม้จะไม่ได้ทำแบบเชิงคุณภาพเลยก็ตาม   weisner  (1996: 316)   และ Harmmersley( 1992: 159) ใด้กล่าวเตือนสติไว้อย่างน่าคิดว่า การแบ่งแยกระหว่าง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณนั้นมีประโยชน์น้อย  และจริงๆแล้วการแบ่งแยกเช่นนั้น ค่อนข้างจะอันตรายด้วยซ้ำ                                            ประเด็น ญาณวิทยา เข้ามาเกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงคุณภาพอย่างไร  ญาณวิทยา เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ว่าด้วยเรืองของ บ่อเกิด ลักษณะ หน้าที่ ประเภท ระเบียบวิธี  และความสมเหตุสมผล ( ราชบัณฑิตยสถาน, 2543 : 34)  เนื่องมาจากการถกเถียงทางความคิด หรือ สงครามกระบวนทัศน์ ที่มีนักรบที่ร่วมในสงคราม  สองฝ่าย คือฝ่ายที่นิยมวิธีการเชิงคุณภาพ กับฝ่ายที่นิยมวิธีการเชิงปริมาณ   แต่ก็สงบลงเมื่อนักสังคมศาสตร์ จำนวนหนึ่ง เริ่มตระหนักว่าการตอบโต้กันไปมาเช่นนั้นเป็นการสูญเปล่า  เพราะถึงอย่างไร ชีวิตและสังคมมนุษย์ ก็มิได้มีมิติเพียงด้านเดียว แต่มีทั้งสองด้าน  ซึ่งนักวิจัยเองควรมองหลายๆด้าน จึงจะสามารถทำให้ นักวิจัยเข้าใจ สิ่งที่ตัวเองศึกษา ได้อย่างสมบูรณ์ จึงทำไห้เกิดการเปิดกว้าง  ในแง่ของระเบียบวิธี    ในปัจจุบันมีการประนีประนอมมากขึ้น วิธีการทั้งสองจึงถูกมองว่า มีส่วนช่วยเสริมกันมากกว่าที่จะขัดแย้งกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 44962
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 9
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (9)

1.การเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ของท้องถิ่นนั้น ๆ หรือแม้แต่วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

2.การเข้าใจหลักการปฎิบัติเมื่อเข้าสู่กระบวนการการศึกษาชุมชนและลักษณะการเข้าใจถึงวิ๔วัฒนธรรมเชิงซ้อนของกลุ่มชนว่าเขาเป็นอยู่และเกี่ยวโยงอย่างไร

3.การเข้าใจว่า "ตนเอง" ต้องการอะไร จากสิ่งที่เราเข้าไปศึกษา และ แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญคือ ชุมชน ท้องถิ่น กลุ่มชน  แล้วกลุ่มชน ท้องถิ่น เขาจะได้อะไร ภายหลังจากที่เราเข้าไปแล้ว

4.การก่อตัว...ของการสร้างเสริมความพร้อม และวัฒนธรรมนั้น แม้แต่ "คน"ที่เข้าไปศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่กลับเห็นใจชาวชุมชนว่า เขามีชีวิตที่ลำบาก หรืออย่างไร เขาควรจะได้รับสิ่งใด นั่นแหละคือคำตอบ " ของ KM

5. ให้ไปค้นหาในชุมชน.........แล้วคุณจะพบกับคำตอบเอง....................

เห็นด้วยกับ คุณ น.เมืองสรวง ค่ะ  ดิฉันเพิ่งเข้าใจอย่างดีเมื่อตัวเองได้เรียนและฝึกภาคสนามในการทำวิจัยเชิงคุณภาพ

แต่ยังไม่มีความต้องการแสดงความคิดเห็นในประเด็นว่าวิจัยทั้งสองทางเป็นมิตรหรือศัตรูกัน

พอเข้าไปในสนามแห่งการวิจัย  จะเห็นถึงขุมของความรู้  ความมีน้ำใจ  ความเป็นคนไทยที่ควรหวงแหนรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้  และไม่มีที่ใดๆในโลกนี้ที่จะมีความสุขเท่า

ดิฉันเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  ดิฉันมีความสุขและอยากจะเข้าไปในหมู่บ้านอื่นอีก 

ดิฉันอาจจะใหม่เกินไปที่จะรู้อะไรอีก  ขอคารวะค่ะ  และน้อมรับหากผิดพลาด

ด้วยความยินดียิ่งครับ....งานวิจัยจะไม่มีคำว่า.." ศัตรู"

เพราะการค้นหาตนเอง ต่างหากที่เป็นศัตรูตนเอง คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะเราเข้าไปเรียนรู้จากคนที่รู้ เพราะเราไม่รู้ในสิ่งเขารู้และเขาไม่รู้ในสิ่งที่เรารู้..ฉะนั้น ต้อง "ใช้พฤติกรรมปรับเปลี่ยน" คือ เปลี่ยนแปลงให้เข้าสภาพ และกับสิ่งที่เห็นและเป็นไปนั้น ๆ

จากการที่ดิฉันได้เข้าไปในหมู่บ้าน  ได้พูดคุย ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน  ใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน  ดิฉันก็รู้สึกถึงความเป็นมิตร  และรู้สึกว่าเขาก็เป็นครูเรา  และเขาก็มีความภาคภูมิใจที่ได้สอนเรา

ดิฉันใช้คำว่า  เรา  เพราะดิฉันพูดเรื่องเดียวกันกับคุณ น.เมืองสรวง

           ผมดีใจกับประเทศไทย ของเรา ที่มีคนดีๆอย่างคุณ น เมืองสรวง  และคุณ สิริพร  ซึ่งในความเป็นจริงคนที่คิด และเข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์ความมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน  มีไม่มากในสังคมปัจจุบัน  แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจชาวบ้านอย่างนี้  แต่พอผมมีโอกาสเข้าไปทำงานกับชาวบ้าน กว่า10 ปี ทำให้ผมถึงกับบางครั้ง แอบนั่ง ร้องให้อยู่คนเดียว  ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำไมเราไม่เข้าใจชาวบ้านเลย เขาเป็นคนดี มีความรู้ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  ทำงานหนัก(มาก) แต่ทำไมเขาจึงไม่ได้รับการดูแลจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่อ้างตัวเอง เป็นผู้เจริญแล้ว  ผมไม่เข้าใจจริง แต่ที่ผมตั้งใจไว้แล้วว่า ผมจะช่วยเหลือ พวกเขา ทุกอย่างที่ผมทำได้ และตลอดที่ผมมีชีวิตอยู่ครับ

ตอนที่ดิฉันยังไม่ตัดสินใจเรียนต่อ  ดิฉันคิดว่าคงพอเพียงแล้วสำหรับความรู้  แต่พอดิฉันผ่านการเสนอขอกำหนดตำแหน่ง  ดิฉันกลับมีความรู้สึกว่าต้องทดแทนคุณของแผ่นดิน

พอได้ออกไปสัมผัสกับพี่น้องคนไทยด้วยกันแล้ว  ดิฉันเกือบจะมีความรู้สึกเหมือนคุณศิริพงษ์  เพียงแต่ดิฉันเป็นผู้หญิง  ไม่ค่อยได้ร่วมหัวลงท้ายเท่าไรนัก

อาจารย์เตือนว่า  หลีกเลี่ยงการรับปาก  จะทำให้เรามีผลเสียในภายหลัง

ดิฉันไม่เข้าใจในตอนนั้น  แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว

บางครั้งไม่ใช่หน้าที่ของผู้วิจัย  แต่ด้วยน้ำใจของความเป็นคนไทย  อดไม่ได้ที่จะอยากช่วยเหลือเกื้อกูล  นะคะ

ขอบคุณค่ะ

 

การช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่ามากในสังคมไทยครับ หากแต่เจ้าของชุมชน เขาต้องการสิ่งใด......ไม่ใช่ผู้ที่เข้าไปเรียนรู้นั้นนำสิ่งของ ๆ ให้ให้ เหมือน ส.ส. นะ แต่ต้องร่วมมือเพื่อพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นให้เกิดประโยชน์ แล้วคุณค่าต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเองในชุมชน นั้น ๆ

ดิฉันไปเห็นการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางมากเลย 

วันหนึ่งไปดูการถักไซดักปลา  ชาวบ้านบอกว่า  ไซขนาดกลางถักได้วันละ 1 อัน  ขาย 30 บาท  แต่ดิฉันไปถามที่หน้าร้าน  90 บาทเชียว

ดิฉันเลยพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านเรื่อง  การรวมตัวเป็นสหกรณ์  มีประโยชน์หลายๆอย่าง 

สงสารชาวบ้านนะคะ  วัตถุดิบก็มีราคาสูงขึ้น  แต่สินค้าราคาเดิม  พ่อค้าคนกลางยังไปขึ้นราคากับผู้บริโภค  ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลยค่ะ

อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ของชาวบ้านก็ได้ครับ เพราะส่วนใหญ่ ชุมชนมักจะทำอะไร ทำตามอย่างกัน  พอผลผลิตออกมามักจะทำให้พ่อค้าโก่งราคา  เป็นการเสียเปรียบโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้เรียนรู้ที่เข้าไปจึงมักจะไม่ค่อยสนใจในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก