การหันเหเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดอาญาออกไปจากกระบวนการยุติธรรม

“เด็กและเยาวชน”  ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจสังคมโลกทำให้เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีแนวโน้มในการกระทำผิดทางอาญามากขึ้น ประกอบกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพเป็นหลักสากลของโลกที่ต้องเป็นหลักประกันให้แก่เด็กและเยาวชน ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการแก้กฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนหลายฉบับ  ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายต่าง ๆ มีความสอดคล้องต้องกัน ล่าสุดก็ได้มีการบัญญัติเรื่อง “มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา” ไว้ในมาตรา 83 และมาตรา 91 แห่ง“พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป

ความสำคัญของปัญหา

การกระทำความผิดของเยาวชนตามทฤษฎีไม่ถือว่าเป็น “อาชญากรรม” (Crime) แต่ในทางอาชญาวิทยาเรียกว่าเป็น “การกระทำความผิดของเยาวชน” (Juvenile  Delinquency) หรือ “การกระทำผิดของเด็กเกเร”  และสิทธิของเด็กและเยาวชนต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองตามหลักรัฐธรรมนูญและตามหลักสากล

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรม(Crime) โดยกำหนดมาตรการไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ.2550-2554 กำหนดเป้าหมายลดคดีอาชญากรรมลงร้อยละ 10  แต่มีปัญหาหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2540- 2550 ที่มา: กรมพินิจฯ)  พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 66.7 เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 36,687 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.5 ของ GDP (อนันต์,2553)

จากข้อมูลอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) หรือ GDP (Gross Domestic Product ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) ของไทยที่มีอัตราเฉลี่ยสูงต่อปีถึงร้อยละ 2.6 – 7.6 (ปี 2552 สถิติลดลง) จึงทำให้สังคมไทยเกิดอาชญากรรมประเภทต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งรวมทั้งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นไปตามทฤษฎีมานุษยวิทยาของ Burgess (1982) ที่กล่าวว่า เขตที่มีอาชญากรรมมากก็คือ เขตที่มีความเจริญทางธุรกิจและมีบุคคลที่มีรายได้น้อยอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น (ธีรพล, 2540)

            การศึกษาเรื่อง “เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม”  และ การนำ “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” (Alternatives to Justice หรือ Alternative Dispute Resolutions =ADRs) เพื่อหันเห (Diversion) เด็กหรือเยาวชนให้ออกจากกระบวนการยุติธรรม โดยนำ “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice =RJ) มาใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

บทสรุป

เด็กในคดีอาญามี 2 สถานะ คือ (1) สถานะที่เป็นผู้กระทำผิดทางอาญา และ (2) สถานะที่เป็นผู้ถูกกระทำผิดอาญา หรือ “เหยื่อ” (Victim)

สถานการณ์โลกในยุคข้อมูลข่าวสาร “โลกาภิวัตน์” ทำให้มีความเจริญทางด้านวัตถุมากขึ้น แต่ความเจริญทางด้านจิตใจไม่ทัดเทียมกัน จึงเกิดช่องว่างการพัฒนา ก่อให้เกิดผลต่อสังคม มีปัญหาสังคม มีปัญหาอาชญากรรม โดยเฉพาะปัญหาการกระทำผิดของเด็กหรือเยาวชนที่เพิ่มมากขึ้น การศึกษาในด้านสังคมวิทยา อาชญาวิทยา ควบคู่ไปกับการศึกษาด้านกฎหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทันต่อกระแสโลก

            อาทิเช่น การให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว การมองแบบองค์รวม (Holistic) การเพิ่มบทบาทของ “สหวิชาชีพ” หรือ การนำ “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” (Alternative to Justice) หรือ การระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolutions = ADRs) โดยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การนำวิธีการหันเหออกจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion) การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice = RJ) มาใช้ในการพิจารณาคดีเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด ซึ่งเป็นการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation) อันเป็นการใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด

อนึ่งวิธีการหันเหคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion) เป็น “กระบวนการยุติธรรมคู่ขนาน” (ปุระชัย อ้างใน สุพจน์ สุโรจน์, 2553) เพราะเด็กไม่ใช่ “อาชญากร” แต่เด็กเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต หรือ การเข้มงวดใช้มาตรการควบคุมป้องกัน (Prevention) อาทิ ข้อเสนอของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่เสนอให้เอาใจใส่ดูแลเด็กเยาวชน จำกัดเวลาในการออกนอกบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามในด้านกฎหมาย แนวโน้มสถานการณ์ด้านสิทธิของเด็กในประเทศไทยเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น  จนบางอย่างอาจมองว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพเกินควร จนลืมนึกถึงการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control)ไป สังเกตได้จากการตรากฎหมายใหม่ หรือการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นหลายสิบฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชนมากขึ้น

ข้อเสนอแนะ

พิจารณาเด็กในสถานะที่เป็น “ผู้กระทำผิดทางอาญา” (Juvenile  Delinquency) ที่ผ่านมาข้อเสนอแนะข้อทักท้วงต่าง ๆ ของนักวิชาการรวมทั้งจากข้อเสนอแนะทางวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาในหลายกรณี ได้รับการพิจารณาและมีการนำไปเป็นแนวทางในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ เช่น การแก้ไขพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ในหลาย ๆ มาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 63 มาตรา 26(3) มาตรา 78 แล้วมีการบัญญัติใหม่เป็น มาตรา 86 มาตรา 91 แห่ง “พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553” ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป หรือ ได้มีการแก้ไขอายุขั้นสูงของเยาวชนในการกระทำผิดทางอาญาเป็น “18 ปี” เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเด็กหรือเยาวชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีสรุปข้อแนะนำจากผลการศึกษาดังนี้

 

1. การต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอันสมควร (Due process of law) เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ควรมุ่งเน้นการควบคุมอาชญากรรม (Crime Control) เพียงอย่างเดียว

2. สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นสถาบันแรกที่สำคัญในการสร้างรากฐานของชีวิต  ควรมีมาตรการในการส่งเสริมพัฒนา และปรับบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง 3 ฉบับ ให้สอดคล้อง ส่งเสริม และ สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคือ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550

3. กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) การหันเหคดีออกนอกระบบศาล (Diversion) ศาลวัยทีน (Teens Court) แนวคิดแบบองค์รวม (Holistic) ควรนำมาพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมแก่กรณี

4. การฟื้นฟูเยียวยาเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดอาญา เป็นสิ่งสำคัญ  เพราะ เด็กหรือเยาวชนคืออนาคตของชาติ การพัฒนาแก้ไขเยียวเด็กให้มีคุณภาพ จักเป็นกำลังอันสำคัญในการพัฒนาของประเทศต่อไป

5. ในเรื่อง “กระบวนการยุติธรรมทางเลือกสำหรับคดีอาญาในประเทศไทย” พบว่า มีการนำมาใช้แล้วหลายรูปแบบ  ที่น่าสนใจ และควรมีการปรับปรุงหลักการ มาตรการต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างตรงจุด ซึ่งอาจนำมาปรับใช้กับเด็กหรือเยาวชน หรือ บิดามารดา หรือผู้ปกครองได้ มีหลายวิธี ที่สำคัญ คือ

  1. กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่ให้ผู้กระทำความผิด ผู้เสียหาย และ ชุมชน เข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา
  2. การนำวิธีการปรับผู้กระทำความผิดทางอาญาตามรายได้ (Day Fines) มาใช้ นัยว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ และ การปรับโดยคิดถึงฐานรายได้ จะทำให้ฐานความผิดบางอย่างที่มีอัตราปรับอย่างสูง ทำให้ คนรวย คน ต่างเกรงกลัว ไม่กล้าที่จะกระทำความผิด

6. ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 นับว่าเป็นแนวคิดที่ทันสมัยมาก  แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่า อาจเกิดปัญหาทางปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตามมาในกระบวนการยุติธรรม  เช่น การมุ่งคุ้มครองสิทธิเด็กมากเกินไป อาจเกิดปัญหาความสงบเรียบร้อยในสังคมได้  ปัญหาทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กในขั้นตอนต่าง ๆ เป็นต้น  ทั้งนี้ หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชน ควรร่วมมือในการปรับปรุง และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หรือที่พึงจะเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมในทุก ๆ ขั้นตอน  มิใช่ปล่อยให้ปัญหาเกิด หมักหมมจนสุกงอม ซึ่งอาจยากในการแก้ไขเยียวได้

7. ควรมอบหมายภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนกิจการเด็กหรือเยาวชนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามนโยบาย “ถ่ายโอน” ภารกิจของรัฐบาล  เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และ รู้ปัญหาประชาชนมากที่สุด ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เช่น การใช้ “กระบวนการยุติธรรมทางเลือก” แก่เด็กหรือเยาวชน อาทิ วิธีการหันเหออกจากกระบวนการยุติธรรม หรือ โดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นต้น

17 มิถุนายน 2554