บทความ
เสื่อ กก ภูมิปัญญา จากบรรพบุรุษคนอิสาน สู่ นวัตกรรม พื้นบ้านในปัจจุบัน เสื่อกกถูกทอกันอย่างแพร่หลายในเขตภาคอิสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และอีกที่หนึ่งที่ยังมีการอนุลักษณ์ งานศิลปะพื้นบ้านชิ้นนี้ไว้อย่างแน่นเหนียว คือที่หมู่บ้าน กุดเหม่ง เทศบาลตำบล ชีลอง อำเภอเมืองจังหวัด ชัยภูมิ ซึ่งส่วนใหญ่ ชาวบ้านมีอาชีพเกษตกรรมเป็นส่วนมาก แต่ การทอเสื่อ กก จะเป็นงานอดิเรกของชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือน ซึ่งระบบการจัดการยังไม่เป็นสัดส่วนมากนัก ชาวบ้านจะทอเองและขายให้ชาวบ้านด้วยกันเอง แม้รายได้จากการทอเสื่อจะไม่มากนักแต่ความรักในวิถีชีวิตของชาวชนบทที่เรียบง่าย ก็ไม่ทำให้ชาวบ้าน ละทิ้ง ศิลปวัฒนธรรม จากบรรพบุรุษชิ้นนี้ให้ห่างหายไป ลวดลายที่ถูกถักทอ ที่ละเส้น ๆ ของต้นกกแต่งแต้มสีสรร ของผืนเสื่อให้ดูงดงามและทรงคุณค่า มีความหมายต่อสังคมไทย
กว่าจะเปลี่ยนให้ต้น กก ไปเป็น ผืนเสื่อได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว ผู้ประดิษฐ์ต้องมีความรักในงานศิลปะและในขณะเดียวกันก็ต้องใช้ความอดทน และมีความคิดสร้างสรรประกอบเหตุผลในการทอผืนเสื่อ และมีความรักและหวงแหนในศิลปะความเป็นไทย เสื่อแต่ละผืนที่ถูก ถักทอ จะแสดงให้เห็นคุณค่าและความเป็นศิลปและความเป็นไทยอย่างเข้มข้น การคิดประดิษฐ์ลายเสื่อในปัจุบันของชาวบ้าน มีการประยุกต์ให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น และหากจะกล่าวถึง ผู้มีความเป็นเลิศของความคิดริเริ่มสร้างสรร ในการประดิษฐ์ ลายเสื่อแล้ว ในหมู่บ้าน กุดเหม่ง แห่งนี้ คงต้องกล่าวถึงหญิงวัยกลางคน ที่ชื่อ คุณแม่สำราญ ค้องชัยภูมิ อาศัยอยู่ที่ บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 2 เทศบาลตำบลชีลอง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ 36000 คุณแม่สำราญกล่าวในบทสัมพาทย์ ของข้าพเจ้า ด้วยท่าทางร่าเริง เหมือนชื่อของแกว่า "เสื่อเป็นของขวัญจากบรรพบุรุษ ที่มอบให้เรา เป็นของพ่อ ของแม่ เราต้องช่วยกันรักษา" เป็นคำพูดสั้นๆ ที่ลึกซึ้งกินใจจากคนๆหนึ่งที่ไม่ได้ร่ำเรียน อ่านและเขียนหนังสื่อไม่ได้สักตัว จนทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบรรดาลใจในการบทความและทำบล็อกนี้ขึ้น ยายสำราญยังกล่าวถึง ลายเสื่อที่แก สร้างสรรด้วยว่า " แม่ไม่อยากให้ลายเสื่อเปลี่ยนไปหรอก อยากให้ลูกหลานเห็นความคิดที่แท้จริงของบรรพบุรุษ แต่หากเราไม่ ย้อมสีให้มีมาก และเปลี่ยนแบบการทอ ให้ได้หลายลายหลายสีขึ้น คนสมัยนี้ก็ไม่นิยม ลูกหลาน คนสัยใหม่ เขาไม่ค่อยนิยม เราไม่มีทางเลือก อยากให้เสื่ออยู่บนแผ่นดินนี้นานๆ ก็ปรับตามค่านิยมบ้าง เพราะลายเสื่อเรามันไม่ใช่แบบลายไทย ที่เขาเก็บดอกกัน แต่ของเรามันเป็นแบบ ดั้งเดิมของแท้จากอดีต แต่ทุกวันนี้แม่ก็ยังทอแบบดั้งเดิมอยู่และมีลายที่คิดขึ้นเองด้วย... "
ชาวบ้านหลายคนที่มาคัดลอกลายเสื่อของแม่สำราญ คนแล้วคนเล่า จนไม่มีใครรู้ว่าผู้คิดค้นตัวจริงเป็นใคร แต่แกก็ไม่เคยหวง แกยังคิดแบบเดิมเสมอมา ซ้ำยังเต็มใจเป็นต้นแบบ และยังสอน ให้เขาเหล่านั้นอีกด้วย จะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นต้นแบบก็ดูตรงที่ ลายที่แก่ทอเป็นลายที่คัดลอกยาก หากคนในหมู่บ้านอยากได้ก็ต้องมาให้แม่สำราญสอน โดยไม่มีค่าตอบแทนเลย แม้นจะลอกลายเอง แต่ส่วนมากจะต้องทำผิดลายในที่สุด ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงตามหาเจ้าของ ความคิดจนเจอได้ เพราะมีชาวบ้านหลายคนที่ทอเสื่อแล้ว อ้างตัวว่าเป็นคนประดิษฐ์ ลายแปลกใหม่ และได้รับความนิยมอย่าสูงในขนะนี้ ภายในหมู่บ้านกุดเหม่งแห่งนี้ ในบทสัมพาทย์ เกี่ยวกับการคัดลอกลายเสื่อนี้ คุณแม่สำราญได้ให้ความคิดลึกซึ้งกินใจ ตอนหนึ่ง ว่า " จะรู้ทำไมว่าใครเป็นต้นแบบ เพราะชาวบ้านทุกคนก็ตั้งใจทอเสื่อและประดิษฐ์ลายเสื่อกันทั้งนั้น คนประดิษฐ์ลายเสื่อไม่สำคัญเท่าคนที่เขาประดิษฐ์เสื่อหรอก เพราะถ้าไม่มีเสื่อ ก็ไม่มีลายเสื่อ สิ่งนี้คือความสำคัญที่เราต้องคิดถึง ลายที่ แม่ทำนี้ก็ได้รับความนิยมในช่วงนี้หากมีคนที่คิดประดิษฐ์ได้ดีกว่า น่าสนใจกว่า คนก็จะรู้จักเสื่อ กก ของเราไปได้นานกว่านี้อีก " ราคาขายของเสื่อแต่ละผืนที่ชาวบ้านและแม่สำราญ ตั้งใจทอนั้น ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับ คุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจที่รักและหวงแหน มีราคาประมาณ 150 ถึง 500 บาทเท่านั้นเอง
แม่สำราญทอเสื่อเพียงคนเดียว ไม่มีคนช่วยและสุขภาพไม่ดีพอ แต่ปัจุบันนี้ แม่สำราญและเพื่อนบ้านยังคงทอเสื่อ ผืนอันเป็นที่รักและความหวังด้วยความตั้งใจ สืบต่อไป ดังเช่นที่บรรพบุรุษเคยทำมาแต่บรรพกาล
โลกแห่งความสุข
15 กรกฎาคม 2554