วันที่ ๕ มิ.ย. เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดของแม่บ้านที่ลูกสาวจ้างมาจากเมืองไทย ที่มีข้อตกลงการจ้างว่า อยู่กินกับนายจ้าง และได้พักสัปดาห์ละ ๑ วัน คือวันอาทิตย์ ลูกเขยและลูกสาวจึงพาไปกินอาหารอินเดีย โดยมีอาหารชามเด็ดคือต้มยำหัวปลาแบบอินเดีย ที่จริงลูกสาวกับลูกเขยไม่ชอบปลา แต่เขาเห็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของผมเขาชอบ และเป็นที่รู้กันว่าลูกสาวคนนี้มีนิสัยการกินอาหารคล้ายผม คือชอบลองของแปลกๆ เขาจึงเชื่อว่าผมคงจะชอบด้วย ซึ่งเขาก็คาดไม่ผิด
ร้านอาหารชื่อ The Banana Leaf Apolo เรายกให้ลูกเขย คือ Murali เป็นผู้สั่งอาหาร เพราะเขารู้นิสัยการกินของทุกคนเป็นอย่างดีแล้ว พอเราไปนั่ง สิ่งแรกที่พนักงานนำมาคือใบตองสดครับ ทำเป็นแผ่นสำหรับปูแทนจาน ที่ร้านนี้ไม่มีจานครับ แต่เขาก็มีช้อนกับซ่อมให้คนกินมือไม่เป็นด้วย
ดูจากหน้าตา ลูกค้าของร้านเป็นคนอินเดียประมาณครึ่งหนึ่ง นอกนั้นเป็นคนจีน มาเลย์ ฝรั่งและอื่นๆ
หลังจากนั้น เขาก็เอาผักเครื่องเคียงแบบอินเดีย ตักใส่กองบนในตอง ๒ ชนิด ตามด้วยข้าวผัด (เม็ดข้าวยาวเรียว คงจะเป็นข้าวบาสมาติ) แล้วมีกับข้าว ๓ อย่างตามที่ มูราลี่ สั่ง มีไก่ทอด (ลูกสาวชอบ) ไก่ผัดเผ็ด และน้ำราดไก่ทอด ส่วนต้มยำหัวปลาชามใหญ่ตามมาทีหลัง
ตกลงผมต้องทำหน้าที่กินหัวปลาประมาณร้อยละ ๖๐ – ๗๐ ของทั้งหมด โดยสาวน้อยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ปลาตัวใหญ่มาก เป็นปลากะพงแดง (Snapper) ที่สดมาก จึงอร่อย สาวน้อยบ่นว่าเอาพุงปลา (กระเพาะปลาในภาษาปักษ์ใต้) ของอร่อยทิ้งไปเสียแล้วหรือ เพราะควานหาไม่เจอ
เสร็จจากกินอาหารเราแยกกัน ทีมครอบครัวลูกสาว (๓ คน รวม แม็ป หลานสาว) นั่งแท็กซี่กลับบ้าน สาวน้อยกับผมกางร่มกรำฝนเดินเที่ยวชม Little India เพื่อจะไปชมโบสถ์ฮินดู ชื่อ Sri Srinivasa Perumal Temple ตามที่หนังสือนำเที่ยวแนะนำ เราเดินไปถามทางไป ทำให้ผมได้เห็นว่าร้านค้าที่ทำเงินมากที่สุดใน Little India คือร้านทอง ที่เราผ่านไปน่าจะมีร้านทองสัก ๒๐ ร้านเห็นจะได้ แต่ละร้านมีคนแน่น
ก่อนจะเดินไปถึง Sri Srinivasa Perumal Temple เราผ่าน Sri Veeramakaliamman Temple หรือศาลเจ้าแม่กาลีนั่นเอง ที่นี่เราเพียงเดินผ่านและถ่ายรูปไว้ แต่ที่ Sri Srinivasa Perumal Temple เราเข้าไปในบริเวณ และมีคนอินเดียเข้าไปคนหนึ่ง เขาบอกให้เราเข้าไปได้ แต่ต้องถอดรองเท้าวางไว้ข้างนอก (ตากฝน) ซึ่งไม่สะดวก เราจึงไม่ได้เข้าไป เพียงเอื้อมมือไปสั่นกระดิ่งบอกเทพเจ้า และยกมือนมัสการ์ พระวิษณุ เทพแห่งศาลเจ้านี้ พร้อมอธิษฐานขอพรให้เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายมีความสุขจากการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เบียดเบียนกัน
เราดีใจที่มีสถานี MRT ชื่อ Ferrer Park อยู่ใกล้ๆ เพราะเดินเที่ยวระยะทางไกลพอควร น่าจะถึง ๑.๕ ก.ม. จึงไปนั่ง MRT กลับบ้าน ตอนเราเดินไปถึงสถานี Ferrer Park ฝนหายพอดี ตรงตามพยากรณ์อากาศเป๊ะ ขอบันทึกไว้ว่าถนนที่เราเดินเป็นระยะทางไกลนั้น คือถนน Serangoon ซึ่งเป็นถนนหลักของ Little India
บริเวณ Little India นี้มีอาคารเก่าเป็นห้องแถว ๒ ชั้น อายุบางส่วนน่าจะถึง ๑๐๐ ปี และน่าจะถูกขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ บริเวณนี้จึงไม่ค่อยมีอาคารสูง ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อย่างที่เราเห็นบนถนนสก็อตส์ และบริเวณอื่นๆ ทั่วสิงคโปร์
กลับมาบ้าน ค้น Google เรื่อง Little India จึงรู้ว่าคนอินเดียที่อพยพมาอยู่ที่นี่ส่วนมากมาจากแคว้น ทมิฬนาดู ซึ่งเป็นอินเดียใต้ คนมีผิวดำเข้ม
วิจารณ์ พานิช
๕ มิ.ย. ๕๔
|
หน้าร้าน Banana Leave Apolo
|
|
สาวน้อยกับอาหารบางส่วน
|
|
กับข้าวมีไก่ย่าง ไก้ผัดเผ็ด มันบดทอด และน้ำราดไก่
|
|
กับข้าวชามพิเศษคือต้มยำหัวปลา
|
|
คนที่มารับประทานจำนวนมากกินด้วยมือ ตอนเด็กๆ ผมเคยกินแบบนี้ แต่ตอนนี้ไม่เป็นเสียแล้ว
|
|
บรรยากาศในร้านอาหาร
|
|
วัด Sri Srinivasa Perumal
|
|
ภายในวัด
|
|
อาคารห้องแถวรูปทรงโบราณที่หน้าวัด
|
|
อาคารสีสันฉูดฉาด
|
|
สามแยกถนน Kerbau ตัดกับถนน Serangoon
|










