ในการประชุม กกอ. เมื่อวันที่ ๗ ก.ค. ๕๔ ผมนั่งฟังรายงานเรื่อง “แนวคิด แนวทาง และการดำเนินงานส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาทำงานรับใช้สังคม” ด้วยความอ่อนใจ และสงสารประเทศไทย ว่าสังคมของเราอ่อนแอด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้
เอกสารของรายงานดังกล่าวยาวถึง ๑๐ หน้า มีรายละเอียดครบถ้วนดีมาก แต่ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่แสดงความเข้าใจคุณค่าของงานนี้ ไม่เข้าใจว่านี่คือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน หรือเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรม
ที่น่าอนาถใจคือ มีพิธีกรรมยิ่งใหญ่ ลงนาม MOU ระหว่าง ๘ กระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ๗๖ จังหวัด และอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม เมื่อวันที่ ๗ มี.ค. ๕๔ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีการถ่ายทอดสดทางทีวี มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อนาถใจเพราะมีแต่พิธีกรรม ไม่มีการจัดการที่แท้จริง ไม่คิดเรื่องทรัพยากรสำหรับใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ขนาดนี้ คือการทำ change management ในระดับเปลี่ยนโครงสร้างวิชาการ
สกอ. ขอตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๕ ไปกว่าร้อยล้านบาท สำนักงบประมาณตั้งให้ ๖ – ๗ ล้านบาท แค่นี้ก็อ่านออกแล้วว่าพิธีเมื่อวันที่ ๗ มี.ค. เป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ change management
ผู้แทนสำนักงบประมาณชี้แจงว่าการตั้งงบประมาณต้องมีกิจกรรม ผลลัพธ์ และตัวชี้วัดเป็นรูปธรรม จึงจะตั้งให้ได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ถูกต้องสำหรับการทำงานประจำ คิดแบบนี้ใช้ไม่ได้เลยสำหรับงานสร้างสรรค์ ผมไม่รู้จะโทษใคร ที่ไม่มีการทำความเข้าใจให้ชัดเจน ในหลักเกณฑ์การตั้งงบประมาณแผ่นดินเพื่อกิจกรรมสร้างสรรค์ ว่าต้องแตกต่างจากงบประมาณสำหรับทำงานรูทีน แต่ก็เห็นใจอีก ว่าหากสำนักงบประมาณไม่เข้มงวด ก็จะมีนักการเมืองมาล้วงเงินเอาไปแบ่งเข้ากระเป๋าตนเองและพวกพ้อง ขนาดเข้มงวดเงินภาษีของพวกเรายังถูกผลาญไปมากมาย
ราชการไทยไม่มีทักษะในการจัดการโครงการเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างโครงการปลีกย่อยทั่วๆ ไป กับโครงการใหญ่ระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคม เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบที่สำคัญของประเทศ คือระบบปัญญา ที่นับวันก็จะล้าหลังและแปลกแยกออกจากสังคม
ผมขออภัย ที่วันนี้เขียนบันทึกผิดหลักการของการเขียน บล็อก ซึ่งต้องเน้นเชิงบวก วันนี้ขออนุญาตระบายความอึดอัดคับข้องใจ ซึ่งก็น่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมด้วย เป็นการบอกให้สังคมรับรู้จุดอ่อนของบ้านเมืองในความเห็นของผม (ซึ่งอาจจะผิดก็ได้)
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ค. ๕๔
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
ตอนที่ กระผมดูผ่านเนตที่ทางมหาวิทยาลัยท่านผู้หลักผู้ใหญ่ให้สัมภาษณ์ กระผมก็พอมองออกแล้วว่า "อยู่ในกระบวนทัศน์เดิม" กระผมอาจจะคิดผิดไปเอง จึงได้แต่มองๆดูอยู่ว่าจะไปในแนวทางไหน ประเทศเรามีทรัพยากรมากมาย แต่ขาดซึ่งปัญญา เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่ก็ชวนกันมาเก็บ "ตัวเลขมายา" วาดวิมานไปเรื่อย นับวันเราจะล้าหลังกว่าใครๆ เพราะ "อวิชชาและมิจฉาทิฐิครอบงำ" อยู่ในระบบนี้ก็ต้องทำใจ และทำตามบ้าง เพราะไม่ทำตามก็หาว่าบ้า ไม่เข้าพวก เป็นชนกลุ่มน้อยไปเสีย แต่อย่างไรก็ต้องไม่เสียฐาน จนกลับบ้านไม่ถูก หาคุณค่าชีวิตจริงๆบ้างก็ยังดีครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของ ๖ มหาวิทยาลัยนำร่อง เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายนนี้..น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ มหาวิทยาลัยอื่นๆจากภูมิภาคต่างๆกว่าร้อยแห่ง ที่มาร่วมงานในวันนั้นเริ่มมีแนวทางขับเคลื่อนของตนเอง ตามบริบททางสังคมของแต่ละแห่งนะคะ..โดยไม่ต้องรอการผลักดันจากส่วนกลาง..