ดังนั้น สิ่งที่ชาวพุทธควรทำคือการตั้งสติ เนื่องจากคำว่า "สติ" แปลว่า "มีอยู่" ฉะนั้น การมีอยู่แห่งลมหายใจเข้าออกที่เข้มแข็งย่อมทำให้คนเราได้เรียนรู้เพื่อที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเพื่อให้สติงอกงามตามแบบฉบับของชาวพุทธนี้เอง พระพุทธเจ้าทรงเสนอแนะแนวทางการเจริญสติโดยใช้เทคนิคที่หลากหลาย แต่พระองค์ทรงเรียกรวม ๆ ว่า การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อให้เหล่าพุทธสาวกได้เห็นแจ้งตามอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเห็น

   

    จากการศึกษาชีวิตของ "พ่อผ้าขาวเป็ง : นอตราดามุสแห่งเมืองพะเยา" นั้น ผู้เขียนต้องการศึกษา ๓ ประเด็น คือ ปฏิปทา คุณค่าแห่งศีล เชิดชูถิ่นกำเนิด มีรายละเอียด ดังนี้

 

     ๑.ต้องการสื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของพ่อผ้าขาวเป็งตั้งแต่ก่อนบวช จนถึงการละสังขาร โดยมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่พลิกกลับอย่างคาดไม่ถึง ตลอดจนถึงปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสของท่าน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นแบบอย่างแห่งความประพฤติและปฏิบัติได้ในอีกมิติหนึ่งของสังคมไทยที่ต้องการทางออกประการหนึ่ง

 

     ๒.ต้องการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนเห็นคุณค่าแห่งการดำรงชีวิตตามแบบไตรสิกขา ที่มีศีลเป็นเบื้องต้นโดยการสำรวมระวังกาย-วาจา-ใจ ให้สงบระงับ  มีสมาธิคือความตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว ไม่ประมาท และมีปัญญาคือรู้รอบแห่งเหตุและปัจจัยเพื่อทำให้กระบวนคิดเป็นเหตุและผลที่ดีงาม

 

     ๓.ต้องการเชิดชูบุคลากรในท้องถิ่นกำเนิด  เพื่อให้เห็นว่าจังหวัดเล็ก ๆ แถบถิ่นล้านนา ก็มีอะไรที่น่าสนใจมิใช่น้อย จึงเป็นที่มาของคำว่า "ผญา (อ่านว่า-ผะ-หย๋า) แห่งเมืองพะเยา" นี้

 

     ส่วนประเด็นเรื่องการทำนายทายทักนั้น เป็นเปลือกหรือกระพี้ที่ห่อหุ้มเรื่องราว (สารัตถะแห่งเนื้อหา) ซึ่งเป็นการถูกจริตของผู้คนในยุคสมัย เนื่องจากในชีวิตของผู้คนมักอยากรู้อยากเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคต จึงไม่แปลกที่คำทำนายจากโหราจารย์ก็ดี หมอดูก็ดี นักคาดการณ์ก็ดี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อคนไทยทั้งสิ้น

 

     ถ้าอ่านพุทธประวัติจะเห็นว่า การทำนายมีมาตั้งแต่ก่อนยุคพุทธกาล เช่น การเดินทางมาชุมนุมของพราหมณ์ จำนวน ๑๐๘ เพื่อคาดการณ์ในอนาคตของสิทธัตถะกุมาร เป็นต้น แม้ไม่ใช่ประเด็นหลักของการเขียนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นอรรถรสของเหตุการณ์เพื่อเชื่อมต่อ โยงใยไปสู่สารัตถะที่แท้จริงหรือแกนหลักของพระพุทธศาสนา

 

     ในที่นี้ผู้เขียน ลองตั้งประเด็นเพื่อให้เห็นถึงแนวคิดและกระบวนทัศน์ในโลกนี้ที่ใช้กรอบแนวคิดเดียวกัน แต่ต่างวิธีการ ผลจึงออกมาแตกต่างกัน ความคิดและความเชื่อถือจึงต่างกัน ดังนี้

 

     ๑.การมองอนาคต โดยเฉพาะเป็นเรื่องราวชีวิตของตนเองแล้ว มนุษย์ธรรมดาย่อมสนใจ แม้จะรู้ว่าเป็นการคาดเดาของผู้ทำนายก็ยอมเสียเงินจ่ายค่าดูเพื่อให้กำลังใจ หรือเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ซึ่งถ้าหมอดูมีจริยธรรมคุณธรรมย่อมดูตามหลักการของตำราหรือสูตรที่ตนเองเรียนมา ก็จะเรียกว่าเป็นการทำนายดวงชาตา แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมและไม่มีความรู้ แต่อยากจะทำนายก็เป็นได้แค่หมอเดาเท่านั้น

 

     ๒.การมองอนาคต โดยการสังเกตดวงดาว หากมีการศึกษาอย่างเป็นระบบโดยมีกระบวนการที่ดีย่อมเป็นการศึกษาที่เรียกว่าดาราศาสตร์ เมื่อนำดวงดาวมาผูกโยงกับวิถีชีวิตคนบนโลกนี้โดยนัยยะทางสถิติก็เรียกว่าโหราศาสตร์ แต่ถ้านำวิถีโคจรของดวงมาโยงกับวิถีชีวิตคนโดยไม่มีสถิติรองรับก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการคาดการณ์ซึ่งอาจไม่จริงก็ได้

 

     ๓.การมองอนาคต โดยอาศัยเหตุปัจจัยตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มนุษย์ก็ฉลาดพอที่จะมีลำดับขั้นตอนโดยออกแบบเครื่องมือ มีการสัมภาษณ์ มีการสุ่มตัวอย่าง กระบวนการนี้ถ้าทำแบบจริง ๆ ใช้เวลาพอสมควร มีการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างพอประมาณและมีการทดสอบก่อนและหลัง เรียกว่า การทำวิจัย  แต่ถ้าทำแบบรีบร้อน ทำการสำรวจเบื้องต้นและยังพอมีกระบวนการอยู่บ้าง เรียกว่า การทำโพล

 

     ๔.ในกรณีของพ่อผ้าขาวเป็งเป็นการทำนาย เนื่องจากเมื่อพูดแล้วผู้ฟังต้องไปตีความกันเอาเอง ซึ่งประเด็นทั้ง ๒๐ คำทำนายนั้น เป็นการตีคำทำนายของชาวบ้านที่ผู้เขียนเข้าไปสัมภาษณ์บางส่วน ประกอบกับการให้คำนิยามของผู้เขียนที่มองว่าน่าจะเป็น

 

     อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของพระพุทธศาสนาได้สอนให้ชาวพุทธได้ตระหนักรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจเข้าออก หรือมีการดำเนินชีวิตเพื่อความไม่ประมาทด้วยการตื่นรู้เสมอ ซึ่งมีหลักอยู่ ๓ ประการ คือ

 

     ประการที่ ๑ ไม่ติดยึดอยู่ในอดีต จนจมปลักอยู่กับความเศร้าโศกต่อสิ่งที่ผ่านมา เนื่องจากสิ่งที่คนเราก้าวเดินผ่านมานั้น เวลา-เหตุการณ์-สถานการณ์มันผ่านไปแล้ว จะเรียกกลับคืนมาอีกไม่ได้ โศกเศร้าเสียใจ เสียดายไปก็ไร้ประโยชน์

 

     ประการที่ ๒ ไม่กังวลถึงอนาคต เนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะจิต และมีสิ่งไม่คาดฝันย่อมเกิดได้ขึ้นเสมอ  ดังนั้น กังวลใจไปก็ไร้ค่า

 

     ประการที่ ๓ พระพุทธเจ้าสอนให้พุทธสาวกได้เรียนรู้เพื่ออยู่กับปัจจุบันขณะ คือให้รู้เท่าทันสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนิจจังความไม่คงที่แน่นอน จึงทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้เอง ถ้าเราทำใจย่อมรับไม่ได้ ก็จะกลับกลายเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที

 

     ดังนั้น สิ่งที่ชาวพุทธควรทำคือการตั้งสติ เนื่องจากคำว่า "สติ" แปลว่า "มีอยู่" ฉะนั้น การมีอยู่แห่งลมหายใจเข้าออกที่เข้มแข็งย่อมทำให้คนเราได้เรียนรู้เพื่อที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  และเพื่อให้สติงอกงามตามแบบฉบับของชาวพุทธนี้เอง พระพุทธเจ้าทรงเสนอแนะแนวทางการเจริญสติโดยใช้เทคนิคที่หลากหลาย แต่พระองค์ทรงเรียกรวม ๆ ว่า การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อให้เหล่าพุทธสาวกได้เห็นแจ้งตามอย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเห็น

     จึงขอสรุปว่า การคาดการณ์ใดใดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมอดู โหราจารย์ ดาราศาสตร์ การวิจัย การทำโพล ฯลฯ ล้วนแล้วเป็นเรื่องของการต้องการรู้ความเป็นไปของโลกและชีวิตตนเองในอนาคตเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว

    

     แต่ถ้าเรานำหลักการมาปรับใหม่ตามวิถีพุทธคือโหราจารย์-ตรวจดูดวงชาตาของตนเองว่า ถ้าพฤติกรรมเราเป็นแบบนี้ เราจะได้รับผลกระทบอะไร? ถ้าเราดำเนินชีวิตมีสติไม่ประมาทผลจะเกิดอย่างไร? ถ้าเราทำวิจัยกระบวนทัศน์ วิธีคิดของตนเองใหม่ โดยสร้างพฤติกรรมเป็นแบบอริยสัจจ์สี่แล้วก็ย่อมเป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะคาดเดาได้ และถ้าการคาดเดานั้นทำให้เรามีสุข และเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสังคม โดยอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีภูมิรู้ภูมิธรรม นั่นย่อมบรรลุผลตามหลักพุทธศาสนายิ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องแสวงหาคำทำนายอะไรอีกต่อไปแล้ว