บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการที่โรงพยาบาลปากพะยูน อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ศึกษาเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการที่คลินิกโรคเบาหวานโรงพยาบาลปากพะยูน อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2553 กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยสูตรของยามาเน (YAMANA) ที่ระดับนัยสำคัญ .05 ความคลาดเคลื่อน ร้อยละ 5 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 220 คน และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Sample Random Sampling) เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบบันทึก ผลการศึกษาพบว่า
ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ76.8 อายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ59.5 ศึกษาระดับประถมร้อยละ83.2 รายได้ 1,501 ถึง 3,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 27.7 ระยะเวลาเป็นเบาหวาน 3 - 5 ปี ร้อยละ38.2 ค่าBMI มากกว่าหรือเท่ากับ 23 ร้อยละ75.5 โรคร่วมเป็นความดันโลหิตสูงและไขมัน คิดเป็นร้อยละ93.2 ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ LDL ≥ 100 mg/dl(ไม่ดี) คิดเป็นร้อยละ 83.6 TG ≥ 150 mg/dl(ไม่ดี) คิดเป็นร้อยละ 54.1 TC ≥ 200 mg/dl(ไม่ดี) คิดเป็นร้อยละ 69.1 HDL > 40 mg/dl(ดี) คิดเป็นร้อยละ 59.1 Cr<1.5(ดี) คิดเป็นร้อยละ 92.7 ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานตอบถูกมากที่สุดคือผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้ รองลงมาโรคเบาหวานเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์และคนที่มีน้ำหนักมากหรืออ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคเบาหวานได้มาก คิดเป็นร้อยละ 100, 94.1, 94.1ตามลำดับ ส่วนโรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ผู้ป่วยเบาหวานตอบถูกน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ0.5 ระดับการปฏิบัติตนของผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยรวม ผู้ป่วยเบาหวานปฏิบัติตนระดับดีมากที่สุด โดยด้านการออกกำลังกายและด้านการมารับยาตามแพทย์นัด คิดเป็นร้อยละ100 รองลงมา ด้านการรับประทานยา ผู้ป่วยเบาหวานปฏิบัติตนระดับดี คิดเป็น ร้อยละ 0.9 ส่วนด้านการรับประทานอาหาร และด้านการดูแลเท้า ไม่มีผู้ป่วยเบาหวานปฏิบัติตนระดับดี
ความร่วมมือในการรักษาแยกเป็นพฤติกรรมความร่วมมือ ระดับพฤติกรรมความร่วมมือด้านการปฏิบัติตน พบว่าพฤติกรรมความร่วมมือระดับดีมี 2 ด้านคือ การมารับยาตามแพทย์นัด เป็นอันดับแรก รองลงมาการออกกำลังกาย (X=3.00, 2.50 SD=0, 0.05) ตามลำดับ ส่วนด้านอื่นมีการปฏิบัติตน ระดับไม่ดี และระดับพฤติกรรมความร่วมมือด้านการมาตรวจตามนัดต่อเนื่องพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีพฤติกรรมความร่วมมือดี 2 ข้อ คือ หัวข้อผิดนัด 1-2 ครั้งเป็นอันดับแรก รองลงมาไม่ผิดนัดเลย คิดเป็นร้อยละ 45.0, 41.8 ตามลำดับ ส่วนหัวข้ออื่นมีพฤติกรรมความร่วมมือระดับไม่ดี กับผลลัพธ์ของความร่วมมือ ผลลัพธ์ของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พบว่าผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ (Controlled case) ร้อยละ 10.9 ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ร้อยละ 54.1 ส่วนผลลัพธ์ของการควบคุมระดับระดับ HbA1Cได้ (> 7%) ร้อยละ 20.5 ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับระดับ HbA1C ไม่ได้ ร้อยละ 47.7
ผลการศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่าประชาชนส่วนมากดูแลสุขภาพของตนโดยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นหลัก ระดับน้ำตาลในเลือดยังสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ภาวะแทรกซ้อนทางไตยังมีจำนวนมาก แต่อาจน้อยกว่าความเป็นจริงเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการตรวจ โรคร่วมที่พบบ่อยคือ ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางไตและหลอดเลือดหัวใจ ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายและวางแผนในการจัดการบริการคลินิกเบาหวานและมีการติดตามการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ระบบการจัดการบริการคลินิกเบาหวานมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
อาภรณ์ สุระกำแหง
เตือนใจ ปัตโก
พิมพ์ประไพ บัวแก้ว คณะผู้วิจัย
สวัสดีครับ โรงพยาบาลปากพะยูน 54
ดีใมกที่ท่านได้นำงานวิจัยเรื่องเบาหวานมาให้อ่านจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ลุงวอมาให้กำลังใจแล้วครับ
ขอบคุณ ลุงวอญ่าที่มาให้กำลังใจ รพ.ปากพะยูน