๑. วัตถุประสงค์
๑.๑ เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของอาหารที่รับประทาน
๑.๒ เพื่อฝึกให้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร และมีระเบียบในการรับประทานอาหาร
๑.๓ เพื่อฝึกความอดทนต่อความหิวกระหาย
๑.๔ เพื่อฝึกให้สำรวมกาย วาจา ใจ ในขณะการรับประทานอาหาร
๒. ขอบข่ายเนื้อหา
๒.๑ คำกล่าวก่อนรับประทานอาหาร
๒.๒ ข้อสำคัญในการจัดระเบียบในขณะรับประทานอาหาร
๒.๓ คุณค่าแท้ - คุณค่าเทียมของอาหาร
๓. ขั้นตอนการจัดกิจกรรม
๓.๑ ขั้นเตรียมการ
๓.๑.๑ พระวิทยากรประสานงานกับโรงครัว เตรียมความพร้อมก่อนรับประทานอาหาร ซึ่งต้องเตรียมเรื่องต่อไปนี้ให้พร้อม คือ
- อาหารและภาชนะให้เพียงพอกับผู้เข้ารับการอบรม
- การจัดเตรียมอาหาร ให้เรียบร้อยมาเวลาที่กำหนด
- การเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดภาชนะให้เพียงพอ กรณีที่ผู้เข้ารับการอบรมล้างภาชนะเอง
- ชี้แจงให้แก่พี่เลี้ยง เจ้าหน้าที่ ได้ทราบถึงหน้าที่และการดำเนินการที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
- ชี้แจงแก่ผู้เข้ารับการอบรม ได้ทราบถึง กติกาการรับประทานอาหารที่เป็นความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ และหลังรับประทานอาหาร การเติมอาหาร ตลอดจน การทำความสะอาดภาชนะใส่อาหาร
๓.๒ ขั้นดำเนินการ
๓.๑.๒ ผู้เข้ารับการอบรมรับอาหารและประจำที่แล้ว ก่อนรับประทานพระวิทยากรนำกล่าวคำพิจารณาก่อนรับประทานพร้อมๆ กัน
๓.๑.๓ ขณะรับประทานอาหาร พระวิทยากรบรรยายให้ทราบถึงคุณค่าของอาหาร ประโยชน์ที่ได้รับและโทษของการทานมากหรือน้อยเกินไป ขณะเดียวกันก็ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมดูแลแนะนำผู้ที่ขาดหรือต้องการเพิ่มเติมอะไร
๓.๑.๔ หลังที่รับประทานอาหารแล้ว ให้ลุกพร้อมกันเป็นโต๊ะ หยิบถือภาชนะของตนเอง และภาชนะที่ต้องเก็บ แล้วเดินแถวไปยังที่ทำความสะอาด พร้อมนัดหมายเวลาพักของผู้เข้าอบรม และเวลาที่ต้องรวมแถว
๔. สื่อ / อุปกรณ์
๔.๑ คำกล่าวพิจารณาก่อนรับประทานอาหาร
๔.๒ เครื่องขยายเสียง พร้อมไมโครโฟน
๔.๓ ถาดอาหาร เหยือก และแก้วน้ำ
๔.๔ นกหวีด
๕. คุณธรรมที่ได้รับ
๕.๑ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร (โภชเน มัตตัญญุตา)
๕.๒ รู้จักคุณค่าของอาหาร (โยสิโนมนสิการ)
๕.๓ มีความพร้อมเพียงในการรับประทานอาหารอย่างมีสติ
เรื่อง คำกล่าวพิจารณาอาหาร
ปณิธานค่าย
ตื่นตัว ว่องไว ก้าวหน้า ตามรอยบาทพระศาสดา
ปกป้องพระพุทธศาสนา เพื่อโลกาสงบเย็น
คำบูชาพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
บทพิจารณาก่อนรับประทานอาหาร
ข้าพเจ้า กินข้าวทุกทุกถาด(จาน) จะมีสติพิจารณา จะไม่กินเพื่อความมัวเมาไม่จำเป็น จะไม่กินเพื่อสนองซึ่งความอยาก แต่จะกินเพื่อดำรงคงชีวิต เพื่อโรคภัย ไม่เบียดเบียนทุกชีวา เวทนาความหิวได้ด้วยใจเอย ข้าวเอ๋ยข้าวสุกจะต้องกินทุกบ้านทุกฐานถิ่น กว่าจะมาเป็นข้าวให้เรากิน ชาวนาสิ้นกำลังเกือบทั้งปีต้องทนแดดทนฝนทนลมหนาวกว่าจะได้ข้าวจากนามาถึงนี่ เราทานข้าวควรคิดดูให้ดีๆ ชาวนามีบุญคุณต่อเราไม่เบาเลย
คำอธิฐานหลังจากรับประทานอาหาร
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณที่กรุณา เมตตาทำอาหารให้
พวกเราไม่มีสิ่งใด ขอตั้งใจทำ ความดีตอบแทน
ขอบคุณพระพุทธ ขอบคุณพระธรรม ขอบคุณพระสงฆ์
ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณคุณครูอาจารย์ ขอบคุณผู้มีพระคุณทุกๆท่าน
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ชีวิตเลือดเนื้อ จากอาหารเมื้อนี้แล้วข้าพเจ้าไม่ขอลืมพระคุณของ ผู้ทีพระคุณ และขอใช้ กาย วาจา ใจ เคลื่อนไหวไป ให้เป็นประโยชน์และตนเองและผู้อื่นทุกเมื่อเทอญ
กติกาการรับประทานอาหาร
ไม่หก ไม่เหลือ ไม่ดัง
เรื่อง คุณค่าแท้ - คุณค่าเทียมของอาหาร
การที่มนุษย์ต้องการสิ่งทั้งหลาย ก็เพราะสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าแก่เขา หรือเพราะเขามองเห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านั้น แต่ว่าที่จริงแล้ว ความต้องการของมนุษย์นั่นแหละเป็นตัวกำหนดคุณค่า เมื่อเราต้องการบริโภคสิ่งใด สิ่งนั้นก็มีคุณค่าขึ้น
ทีนี้ในเมื่อความต้องการของเรามีสองแบบ คุณค่าก็เกิดเป็นสองแบบด้วย คือ
๑. ถ้าเราต้องการคุณภาพชีวิต คุณค่าที่เราจะมองหาหรือมองเห็นในสิ่งนั้น ก็จะเป็นแบบหนึ่ง ซึ่งขอเรียกว่า คุณค่าแท้ เช่น อาหารมีคุณค่าที่หล่อเลี้ยงร่างกายทำให้เจริญเติบโต แข็งแรงมีสุขภาพดี ทำให้มีชีวิตอยู่ผาสุกเป็นต้น อย่างที่เคยพูดมาแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง
๒. ถ้าเราต้องการเสพรสหรือบำรุงบำเรอปรนเปรอตน เราก็จะมองหา และมองเห็นคุณค่าในสิ่งทั้งหลายไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คุณค่าเทียม เป็นคุณค่าที่สนองความต้องการแบบเสพรส หรือปรนเปรอตน เช่น อาหารมีคุณค่า ก็คือการที่มันมีรสเอร็ดอร่อย ตลอดจนกระทั่งโก้หรู แสดงฐานะให้เห็นว่าเรานี้มีรสนิยมสูง กินของชั้นดี เป็นผู้นำสังคม อะไรต่าง ๆ ทำนองนี้
คนที่พัฒนาหรือมีการศึกษาแล้ว มีความรู้ถูกต้องมากขึ้นก็เป็นอยู่ด้วยอวิชชาและตัณหาน้อยลง และดำเนินชีวิตด้วยปัญญาและฉันทะมากขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องได้ผลดียิ่งขึ้น การดำเนินชีวิตอย่างเปะปะเสี่ยงสุ่มสี่สุ่มห้า ได้อันตรายได้ปัญหาบ้าง ได้คุณประโยชน์บ้าง ก็จะน้อยลงไปตามลำดับ การที่ได้แต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ มีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนี้ ก็เป็นการพัฒนาตนของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มนุษย์ก็จะมีการพัฒนาตนหรือพัฒนาปัญญายิ่งขึ้นเรื่อยไป
ในเมื่อมนุษย์ดำเนินชีวิตเป็นอยู่อย่างถูกต้อง เขาก็จะมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองฉันทะซึ่งเกิดจากปัญญา และฉันทะที่มาคู่กับปัญญานี้ ก็จะทำให้เขาได้รับสิ่งที่เป็นคุณภาพชีวิตโดยตรง เพราะปัญญาก็คือความรู้ว่าอะไรเป็นคุณภาพชีวิต และฉันทะก็คือความต้องการในสิ่งที่เป็นคุณภาพชีวิตนั้น (ตรงกันข้ามกับ ตัณหา คือความต้องการสิ่งเสพปรนเปรอตน) เมื่อเขาได้รับสิ่งที่เป็นคุณภาพชีวิตแล้ว เขาก็ไม่ต้องไปว่ายวนอยู่กับความเปะปะที่เสี่ยงกับการได้รับผลเสียผลร้ายหรือโทษภัยต่าง ๆ และเขาก็สามารถใช้คุณภาพชีวิตซึ่งเขาสร้างขึ้นโดยตรงนั้นเป็นพื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพทางจิตปัญญาให้ก้าวหน้าต่อไป สู่ชีวิตที่ดีงามยิ่งขึ้น ให้ประสบอิสรภาพและสันติสุข