ไม่มีเวลา

มีใครไม่เคยพูดว่า "ไม่มีเวลา" บ้างไหมครับ ในยุคที่ "เวลาเป็นของมีค่า" นี้ บ่อยๆครั้งที่เราอยากจะให้เวลามีมากกว่านี้ แต่มันก็มีเท่าที่เรามี ไม่สามารถจะเพิ่มจะหดจะลดจะขยายมันออกไปได้ ทุกๆคนมีเวลาเท่าๆกัน วันละ 24 ชั่วโมง ชั่วโมงนึงก็มี 60 นาทีเท่าๆกันนั่นแหละ

คำ "ไม่มีเวลา"​ จึงเป็นเพียงสำนวน ที่มี "นัยยะ" ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการบอกถึง "ลำดับความสำคัญ" ของเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ชีวิตคนเราเรามีการ "พูด" ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ และอะไรที่สำคัญนั้นมีอะไรบ้างที่สำคัญน้อย สำคัญมาก สำคัญมากที่สุด และหลายๆครั้งก็อดมิได้ที่เราต้องเติม "ไม่มีเวลา" ให้กับสิ่งที่เราพูดว่าสำคัญมาก แต่เผอิญ​ "ไม่มีเวลา" ดังนั้นไอ้ที่ว่าสำคัญมากก็เลยไม่ได้ทำ

ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ เพราะจริงๆแล้วพฤติกรรมของเรานั้น มันจะสอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่เราคิด และสิ่งที่เรารู้สึก แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

มากไปกว่านั้นก็คือ สิ่งที่เราพูดตะหาก ที่มันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เราคิดและสิ่งที่เรารู้สึก เพราะเราไปเข้าใจว่า "เราเป็นในสิ่งที่เราพูด" ดังนั้นจะเป็นคนดี เราก็จะพูดดีๆ จะเป็นคนกล้า เราก็จะพูดว่าเรากล้า จะเป็นคนใจกว้าง เราก็จะพูดว่าเรายอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ แต่ทั้งหมดที่เราพูดๆๆๆ นั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรเลยถ้าเรา "ไม่ได้ทำ"

เวลาเราพูดว่า "ไม่มีเวลาทำ" จึงมาจากนัยยะที่ตรงไปตรงมามากๆก็คือ "ณ เวลานั้น เรามีอะไรอย่างอื่นที่สำคัญจะทำกว่าสิ่งที่เราบอกว่าไม่มีเวลาทำ" และที่จะเป็นกระจกให้เราสามารถ "เห็น" ลำดับความสำคัญของชีวิตเราได้ชัดมากก็คือ ไอ้ที่เราว่าสำคัญกว่านั้นมันคืออะไร แบบฝึกหัดที่ง่ายที่สุดประการหนึ่งก็คือลองทำแผนที่ชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ดูเป็นชั่วโมง เป็นนาที ว่าเราทำอะไรบ้าง เราจะเห็น "สัดส่วน"​ ของสิ่งที่สำคัญชัดขึ้นๆ ว่า "จริงๆแล้ว" สิ่งที่เราทำ ซึ่งจะสอดคล้องกับสิ่งท่ีเราคิดและรู้สึกนั้นคืออะไร ไม่ได้สำคัญว่าเราพูดว่าอะไร แต่สำคัญว่าเราทำอะไร

นอน 8 ชั่วโมง อาบน้ำ 5 นาที ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง (ต่อเดือน) กินข้าว 3 ชั่วโมง อ่านหนังสือ 15 นาที เล่น FB 3 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น

จริงอยู่งานบางอย่างที่สำคัญ เราอาจจะทำเสร็จในเวลาอันสั้น แต่ก็น่าสนใจในกิจกรรมที่เราได้ "ทุ่มเทเวลา" ให้ เพราะถ้ากิจกรรมนั้นๆ มัน "จำเป็น" ต้องใช้เวลาแค่นี้ก็เสร็จ แต่ปรากฏว่าเราใช้เวลา "เกิน" ไปเยอะ นั่นคือสัดส่วนของ "ความสำคัญ" ของกิจกรรมนั้นๆต่อตัวเราจริงๆ

ผมขอดึงตัวอย่างกลับมาที่งานใกล้ตัว (ของผม) คือการเยียวยาผู้คน การเป็นแพทย์นั้นมีพันธกิจที่ชัดมากคือการเยียวยาผู้คน เราเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความทุกข์ สาเหตุของทุกข์ และหนทางแห่งความดับทุกข์ (ที่จริงไม่ได้ monopoly ว่าแพทย์เท่านั้นที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ แต่คงจะไม่มีสักกี่อาชีพที่เรา "หากิน" คือได้เงินเดือน ได้ค่าตอบแทน จากการทีี่เราทำเรื่องนี้เป็นอาชีพ หาเลี้ยงตนเองด้วย) เป็นทุกข์ที่เกี่ยวกับ "โรคาพยาธิ" (หมออื่นๆก็รักษาทุกข์อื่น เช่นหมอความ ก็ทุกข์จากความยุติธรรมหรืออยุติธรรม หมอดูก็ทุกข์จากอนาคต/อดีต หมอนวดก็ทุกข์จากความเมื่อย หรือครูก็เป็นหมอเยียวยาความไม่รู้ เป็นต้น)

และหมอก็จะใช้ทุกๆเครื่องมือที่เรามี (คำว่า​ "เรา" มีนัยยะว่าทั้งหมด คือ หมอ พยาบาล โรงพยาบาล คนไข้ ครอบครัวคนไข้ ชุมชน สังคม มี) ในการเยียวยา คนไข้่หายทุกข์หมอก็พึงดีใจ โล่งใจ และบอกว่า job well-done และถือว่า "ได้งาน"

สิ่งหนึ่งที่คนไข้ทุกข์และหมอช่วยได้ไม่ยากนัก คือ "ทุกข์เพราะไม่รู้ ทุกข์เพราะกลัว" เพราะความกลัวกับความทุกข์นั้นไปด้วยกันอย่างแนบเนียน ย่ิงร่างกายเปราะบาง ทรุดโทรม มีอาการอาการแสดงต่างๆด้วย ความกลัวยิ่งสิงสถิตย์เป็นเจ้าเรือนและสามารถเสพย์ความไม่รู้ต่อยอดไปเป็นจินตนาการต่างๆนานาที่น่ากลัวยิ่งขึ้น ความกลัวจะกัดกินความไม่รู้เป็นอาหารหลัก และกัดกินความกลัวเองเป็นแกล้ม และไม่มีอิ่ม ดังนั้นเติบโตได้เรื่อยๆ

ตรงนี้บางคนก็จะเถียงว่าการรู้ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ เช่นรู้ข่าวร้ายเป็นต้น แต่เราต้องพิจารณาว่าครับว่าทำไมรู้แบบนี้ถึงน่ากลัว มันน่ากลัวเพราะข่าวร้ายนำมาซึ่งการสูญเสียความรู้สึก "สามารถควบคุมสถานการณ์" ของเราต่างหาก ชีวิตที่เคยปกติ สมบูรณ์ ข่าวร้ายจะเป็นตัวเตะตัดขา ทำให้เกิดความไม่แน่นอน การสูญเสียความสามารถในการควบคุม ฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะทำอย่างไร เต็มไปด้วย "คำถามที่ไม่ทราบคำตอบ" ดังนั้น "การรู้ที่นำมาซึ่งการไม่รู้ จึงทำให้ทุกข์เช่นกัน" และกลับกัน เมื่อเราได้คำตอบต่อสิ่งที่เกิดตามมาหลังรับข่าวร้าย เราก็ค่อยๆเยียวยาไปทีละเปลาะๆจนหมด "เพราะเรารู้แล้ว และกลับมาควบคุมได้อีกครั้งหนึ่ง"

อาชีพแพทย์เราจะศึกษาพยาธิ พยาธิกำเนิด พยาธิสรีระ รู้การดำเนินโรค กลไกของโรค ต้นกำเนิดโรค และข้อสำคัญคือวิธีเยียวยารักษา ในขณะที่คนไข้เกิดโรคขึ้น ที่เขาทุกข์ ไม่ได้ทุกข์เพียงแค่อาการ หรืออาการแสดงเท่านั้น แต่ทุกข์เพราะไม่รู้ ทุกข์เพราะสูญเสียความสามารถควบคุมเหตุการณ์ในชีวิต ทุกข์เพราะไม่ทราบว่าจะวางแผนต่อไปอย่างไรดี อะไรจะเป็นอะไร อย่างไร และเมื่อไร ทั้งหมดนี้แพทย์สามารถช่วย "เยียวยาได้ทันที" ก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์เสียอีก

เมื่อผมได้ยินแพทย์พูดว่า "ไม่มีเวลาพูดคุยกับคนไข้" ทำให้ผมต้องย้อนกลับมาที่จุดตั้งต้นของบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า เวลาที่เราพูดว่าไม่มีเวลานั้นมันหมายความว่าอย่างไร ในกรณีนี้แสดงว่าเรามี "อะไรที่สำคัญกว่า" การพูดคุยกับคนไข้ เราถึงอยากจะทำอย่างนั้น

แต่ถ้าการ "พูดคุย" สามารถ "เยียวยา" คนไข้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเราได้ อะไรเล่าที่เราบอกว่า "สำคัญกว่า" ? ในเมื่อการเยียวยาผู้คนมันเป็นพันธกิจของวิชาชีพเรามิใช่หรือ?

และแน่นอน ผมไม่ได้หมายถึงการพูดคุยแบบไร้สาระ เรื่อยเปื่อย อะไรก็ได้ แต่หมายถึงการพูดคุยเพื่อการเยียวยานั้น น่าจะอยู่ในกระบวนการที่สำคัญไม่น้อย ถ้าเราพิจารณาใคร่ครวญให้ดี ว่าคนไข้จะทุกข์หรือไม่ ถ้าเขา/เธอ ตกอยู่ในวังวนแห่งความ "ไม่รู้" นี้ต่อไป และข้อสำคัญคือ เราสามารถแก้ความไม่รู้นี้ได้โดยง่าย ขอเพียงมีความรู้ และทักษะในการสื่อสารที่ sensitive เท่านั้น

หรือเป็นเพราะว่าเรามองไม่เห็นว่าการพูดคุยทำให้เกิดการเยียวยา เรามัวแต่ไป focus ว่าการเยียวยาจะเกิดจากยาเท่านั้น ผ่าตัดเท่านั้น ฉายแสงเท่านั้น? ไม่มีใครสามารถให้น้ำหนักได้ exactly หรือชัดเจนว่าสักกี่นาที ถึงจะพอเหมาะ พอสม แต่มัน "แล้วแต่ เป็นรายๆไป" แต่ที่แน่ๆก็คือ การพูดคุยนั้น ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูล การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองฝ่าย การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การแสดง commitment ว่าการเยียวยาบรรเทาทุกข์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด "น่าจะเป็นเรื่องที่ดี" ขอเพียงมีทัศนคติที่ว่านี้ การสนทนาที่พอเหมาะพอสม ไม่ได้เป็นไปเพียงตาม guideline หรือ recommendation ก็จะเกิดขึ้น ไปตาม "วิจารณญาณ" หรือ professional privilege ในแต่ละรายไป

การพูดคุยไปเรื่อยเปื่อย ไม่สนใจในความรู้สึกของผู้พูด ไม่สนใจในเจตนารมย์ว่าเขา "ต้องการสื่ออะไร"​ เป็นการสนทนาที่เอาตัวเราเป็นหลัก เอาอัตตาของเราเป็นหลัก จะมีก็แต่ self ของเราที่บวมพองไปกดทับบุคคลอื่นๆ เต็มไปด้วย judgmental attitude คือสภาวะจิตตัดสิน การสนทนาประเภทนี้ก็จะไม่เยียวยา แต่เป็นการ "ซ้ำเติม" ความทุกข์ของผู้คน

แพทย์จะควรจะมีทั้ง "การให้ความสำคัญ" ในการสื่อสาร และมี "เป้าหมาย" ในการสื่อสารเพื่อการเยียวยาเป็นพันธกิจอยู่เสมอ อย่าได้ดูแคลนการเยียวยาจากความสัมพันธ์อันดี ความไว้เนื้่อเชื่อใจ และการแก้ไข "ความไม่รู้" ของคนไข้ว่าไม่สำคัญ

และเมื่อนั้น เราก็จะเริ่ม "มีเวลา" และจัดลำดับความสำคัญที่ตรงกับปรัชญาการแพทย์ได้ "จงเห็นแก่ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง"