เพื่อเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของชมรม "วิชาการพระเครื่อง" ที่กำลังพัฒนาองค์ความรู้ ที่ใช้ในการแยกแยะ "พระโรงงาน" ออกจาก "พระแท้"
- โดยอาศัยการวิเคราะห์จุดรายละเอียดที่ "ช่างฝีมือ" ของโรงงานทำพระเก๊ ยังน่าจะทำไม่ได้ หรือ
- แม้จะทำได้ก็ต้องใช้เวลามาก ลงทุน ลงแรงมากเพื่อมาหลอกขายให้ชาวบ้านที่รู้น้อยกว่า
- ที่ไม่น่าจะคุ้มกับการลงทุนของเจ้าของโรงงาน
ดังนั้น ผมได้พยายามรวบรวม และจัดลำดับอายุพระเนื้อปูนเปลือกหอย เพื่อสร้างชุดความรู้ และทำความเข้าใจวิธีการแยกพระแท้ออกจากพระโรงงาน
โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจดู
- ลักษณะการงอกของผิวต่างอายุ ใหม่เก่า ดูเหี่ยวย่น เหมือนผิวหนังช้าง
-





- การกร่อนของผิวเดิม และผิวใหม่
- การแตกระแหงเฉพาะที่ผิวและการซึมออกมาของน้ำมันตังอิ๊วตามรูระแหงแบบหลากอายุ เป็นคราบเก่า หรือลายร่างแห ตามลายรอยแตก

- การเกิด และการพอกตัวของผิวแป้งตามรูน้ำตา บ่อน้ำตา และรอยระแหง
- และการพัฒนาการของผิวปูน หรือผิวหินอ่อนแบบต่างๆ
-
รูปรูน้ำตา
-
ที่ตำราส่วนใหญ่จะเรียก "รูปลายเข็ม" (ที่ดูเป็นหลุมๆ กลางภาพ)
-
มีคราบน้ำตา หรือน้ำปูนสีขาวๆ ไหลออกมาจากรู
-
(ขนาดรูประมาณ ๐.๐๕ มม.)
-
รูระแหง
-
ที่มีรอยแยกและคราบน้ำปูนขาวๆซึมออกมา
-
(ตรงกลางภาพ)
-
รอยหนอนด้น (ขอบบน) และบ่อน้ำตา (กลางขวา)
-
ที่มีรูน้ำตาเป็นแถวๆ อยู่ในร่องบ่อน้ำตา ที่มีคราบแป้งเหงื่อปูนบางๆ ไม่เกาะเป็นก้อน โดยเฉพาะที่ปากรูน้ำตา ที่อยู่ในบ่อน้ำตาอีกทีหนึ่ง
-
จะสังเกตได้ง่ายในพระที่ผ่านการล้างมานานแล้ว
-
(ผมต้องขอประทานโทษ ที่ยังไม่มีกล้อง ที่สามารถถ่ายรูปได้ละเอียดพอที่จะมาลงให้ชัดเจนกว่านี้ได้)
โดยเฉพาะที่เกิดกับพระเนื้อปูนเปลือกหอย ที่มีอายุตั้งแต่ ๓๐ ปี ถึง ประมาณ ๒๐๐ ปี
ที่พบว่า
-
นอกจากต้องมี
-
ผิวปูนหินอ่อนพอกจากผิวมวลสารหรือเนื้อปูนเดิม
- แบบหลากอายุ ๔-๕ ชั้น (แบบ)
-
มีการแตกระแหงเฉพาะผิวปูนที่งอกคลุมจนได้อายุ
- ที่มักมีคราบน้ำมันตังอิ๊วซึมออกมาเป็นเส้นตามรอยระแหง "ทั้งองค์" ทั้งด้านหน้า ข้าง และหลัง
- ผิวยิ่งเก่ามาก เส้นน้ำมันตังอิ๊วยิ่งหนา และ
- ถ้าหนามากจะแตกออกเป็นเส้นขนานสีน้ำตาลแก่ขนานกันสองเส้นคร่อมรอยระแหงอีกทีหนึ่ง
- เนื้อปูนงอกแบบ "ฟองเต้าหู้" แบบปลายอ่อน โคนแก่ หลากอายุในฟองเดียวกัน
- บ่อน้ำตา และ รูน้ำตา หรือที่เรียกว่า "รูปลายเข็ม"
- คราบธารน้ำตาต่างอายุ
- และเหงื่อปูน หรือที่เรียกกันว่า "ผงแป้งโรยพิมพ์"แล้ว
-
ผิวปูนหินอ่อนพอกจากผิวมวลสารหรือเนื้อปูนเดิม
-
บริเวณที่เป็นหลุมๆ ของรอยปริ หรือ รอยแยกเดิม ที่กำลังจะปิดสนิทจากการงอกของผิวปูน
- ยังมีรูน้ำตาเล็กๆ ที่มีธารน้ำตาไหลอยู่ แบบต่างอายุ
- จะยังมีผงแป้งเหงื่อปูนเกาะ (ที่ตำราเดิมบอกว่าเป็น "แป้งโรยพิมพ์" ) อยู่รอบๆ บริเวณปากรู หรือในซอกของรอบปริ
-
- แบบเดียวกับ "ปากรูมด หรือรูจิ้งหรีด" ที่มีขุยดินอยู่รอบๆ
รูดังกล่าวจะมีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่แตกต่างกัน
-
ที่คาดว่าเป็นไปตามความแรงของ "ธารน้ำตา" อย่างน้อย ๑ รู ต่อ ๑ รอยปริ บางทีมีมากกว่า ๑
- ยกเว้นรอยปริที่เนิ้อปูนงอกมาอุดตันแล้ว หรือรอยปริที่ยังเปิดกว้าง
- จะมีเพียงผงแป้ง แต่ไม่ปรากฏว่ามีรูดังกล่าว
- รูดังกล่าว คือ แบบที่เรียกกันว่ารู "ปลายเข็ม"
- ปรากฏอยู่ทั่วไปตามผิวที่มีหลุม หรือ รอยปริ ที่มีการรบกวนน้อย
- ถ้าจะให้มั่นใจ แบบ "พระแท้ดูง่าย" อย่างน้อยควรมี ๔-๕ จุดขึ้นไป
- มักมีขนาดประมาณ ๐.๐๑-๐.๐๕ มม.
- ที่คาดว่าไม่น่าจะทำได้โดยช่างฝีมือในโรงงานทำพระเก๊
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่นั้น
-
ขอบปากรูดังกล่าวจะ
- มน
- ไม่คม
-
รูไม่ตรง มีการคดเคี้ยวแบบธรรมชาติ
- มีความลึกลงไปในเนื้อ และ
- การคดของรูทำให้มองไม่เห็นก้นรู
-
และถ้ารูดังกล่าว เกิดในหลุม ที่ถูกรบกวนจากการใช้น้อย
- อาจมีผงแป้งเหงื่อปูนก่อตัวเป็นท่อทรงกระบอก
-
อยู่บนปากรูอีกทีหนึ่ง
- แบบเดียวกับรูแมงมุมบนผิวดิน
-
ที่มักมีดินหรือเศษใบไม้เกาะรอบๆปากรู
- ที่เป็นใยสานเป็นท่อกลมๆ
จุดสังเกตระดับ "จุลสัณฐาน" นี้น่าจะใช้แยกพระแท้ออกจากพระโรงงานได้โดยง่ายครับ
นอกจากนี้ผมยังพบว่า
-
การเกิด "เหงื่อปูน" จะป้องกันการเกาะตัวแน่นของรัก ชาด หรือยางไม้ ที่ทารักษาผิวพระไว้ หรือสิ่งที่มาเกาะที่ผิวพระ

- ทำให้แกะ หรือปัดออกได้ง่าย
-
ที่ทำให้การ "ล้างพระ" ทำได้โดยง่าย
- ถ้าแกะยาก น่าจะเป็นพระที่เนื้อทาผิวใหม่ๆ
-
แบบเดียวกับสีทาบ้าน
- ที่ถ้าผนังปูนเก่า สีจะร่อนหลุดง่าย
-
ถ้าผนังบ้านใหม่ๆ สีก็จะติดแน่น
- ล้างออกไม่ได้
- แม้จะพยายามแกะออก ก็แกะได้ยาก
และเมื่อแกะออก หรือสังเกตดูในช่องว่างระหว่างเนื้อพระกับรัก
- จะมี "ผงแป้งนวลๆ" กั้น หรือเคลือบผิวอยู่ หรือคั่นอยู่
- ที่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำโดยช่างฝีมือได้ยากเช่นกัน
- แต่พระที่เคลือบรักไว้ จะพบรอยระแหงที่ผิวค่อนข้างน้อย และคราบน้ำมันตังอิ๊วจะเป็นปื้นๆ มากกว่าจะเป็นเส้นๆ ตามรอยระแหง
ทั้งสองประเด็นของผิวพระสมเด็จ อายุกว่า ๑๒๐ ปีขึ้นไปนี้ น่าสนใจมาก
จึงอยากให้ท่านลองสังเกตดู
สำหรับลักษณะที่คล้ายๆกันในพระโรงงานนั้น
-
ช่างฝีมือจัด จะทำให้มีรอยปริในเนื้อพระ หรือเป็นหลุม แล้วโรยผงแป้งไว้
- ผงแป้งจะแยกจากผิว ไม่แนบเนียนไปกับผิวที่ปริแยก
-
นำมวลสารสีดำกลมๆ มาฝังไว้ที่ก้นหลุม
- เพื่อหลอกตาคนที่ดูพระแบบรีบๆ
- เมื่อมองด้วยเลนส์ส่องพระธรรมดา จะดูคล้ายๆเป็นรูลึก
-
ที่สำคัญ
- จะไม่มีสภาพความหลากหลายและไล่ตามอายุของผิวพระ(ผิวอายุเท่ากันหมด)
- ไม่มีรอยระแหงที่ผิวงอก "แบบละเอียด" มักทำเป็นร่องระแหงลึกเข้าไปในเนื้อพระ
-
ไม่มีเส้นคราบน้ำมันตังอิ๊วแบบสอดคล้องกับรูระแหง
- ส่วนใหญ่แค่ทาสีน้ำตาลลงไปในรูระแหงที่ทำขึ้น (ทั้งๆที่ควรเป็นเส้นลอยอยู่บนผิวปูนที่งอกใหม่ เหนือรูระแหงอีกทีหนึ่ง)
ถ้ามีความเห็นอย่างไรก็ลองมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันดูนะครับ
ความรู้นี้จะได้พัฒนาต่อไปอย่างมีประโยชน์กับทุกคนครับ
พระบางองค์เป็นพระแท้ แต่ไม่ได้สร้างและอธิษฐานจิตโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ผมเชื่อว่ามีอย่างแน่นอนที่สร้างร่วมสมัยเดียวกัน เฉกเช่นเดียวกับศิลปะที่มีความร่วมสมัยกัน แต่ความโด่งดังจะไม่เท่ากัน เนื่องจากการมากำหนดค่านิยมเอาตอนหลัง ตรงนี้เลยทำให้ วงการเลยตีแคบเล่นกันไม่กี่พิมพ์ อย่างไรก็ดีวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาศาสตร์ต่างๆ แต่ความเป็นศิลปะแห่งการเรียนรู้เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายและถ่ายทอดกันได้ ผมเข้าใจเซียนใหญ่ดีว่าองค์ความรู้นี้มันเป็นอย่างไร ต่อมาระบบการตลาดและมายาแห่งวงการเข้ามีอิทธิพลมากขึ้น ส่งผลให้เซียนใหญ่ไม่แสดงความเห็นและมีบางกลุ่มอาศัยช่องว่างเข้ามายึดกุมตลาดและวงการไป
ขอให้กำลังใจในการพยายามเขียนศาสตร์ในเรื่องนี้ขึ้นมา
ขอบคุณครับที่มาให้กำลังใจ
การที่เซียนกำหนดให้เล่นบางพิมพ์นั้น สาเหตุอย่างหนึ่งเกิดจาก การได้พระที่มีที่ไปชัดเจนแล้วมั่นใจว่าแท้แน่นอน เมื่อนำมาศึกษาก็กำหนดตำหนิจุดตายตลอดจนพิมพ์ของตนเองเป็นมาตราฐาน เข้าทำนองเขียนก่อนถูกต้องก่อน ทั้งๆที่ประวัติการสร้างก็ชัดเจนว่า(พระสมเด็จ)มีหลายหมื่นองค์ในแต่ละวัด จะเห็นว่าจะมีไม่กี่พิมพ์ไม่กี่บล๊อคเท่านั้น เข้าทำนองว่าถ้าไม่เหมือนของตู ตีเก๊ได้เลยหรือตีวัดอื่นไปเลย(ในกรณีเนื้อเก่ามาก) หรือสร้างตำนานสมเด็จปลอมของยายแฟงที่ทำเลียนแบบในยุคสมเด็จท่าน(เก๊เก่า) ถ้าสังเกตดูดีๆขณะนี้ความนิยมในการเล่นหาพระเครื่องมีแนวโน้มไปสู่พระสร้างใหม่ๆ เพราะที่มาที่ไปชัดเจนไม่ต้องให้เซียนชี้ก็แท้ได้ คนขายที่ไปเอามาจากวัดก็กล้ารับประกัน พระใหม่หลายๆองค์แพงกว่าพระเก่าหลายๆองค์มากจนน่าตกใจ ถ้าหากไม่มีคนแบบอาจารย์ในวงการ วงการพระเก่าพระกรุก็คงจะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ผมเพิ่งอ่านพบและเห็นว่าศาสตร์แห่งพระผสมด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์คงสามารถนำพาวงการพระเก่าพระกรุให้กลับมาได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีก อย่าให้พวกไดโนเสาร์ที่ทรงอิทธิพลมาบงการได้อีก......ขอบคุณครับ.......สวัสดีครับ
ก็ไม่คิดไกลขนาดนั้นครับ แค่รู้ความจริง ที่จริงๆ พิสูจน์ได้ รู้เท่ากันได้ก็พอครับ อิอิอิอิอิ
ถ้าพระที่ถูกล้างมาด้วยน้ำสบู่อะคับ พอดีผมยังเด็กเรยอยากเห็นผิวพระชัดๆอะคับและล้างถูไปถูมาพระดันหลุดหักเนื้อด้านในเหมือนมีผงสีส้มปนอยู่อะคับคือผงรัยคับ พระของผมดูในเว็ปเหมือนเนื้อเทียนชัยเรยคับ
ไม่ทราบครับ
ขอรบกวนท่านอีกหน่อยคับผมมีพระที่มีปูนทรงกระบอกและมีทรงกลมรวมเป็นกระจุกหลายรูตามที่ท่านบอกแต่นานวันไปกลับกลายเป็นน้ำตาลผมเรยเอาพระแช่น้ำอุ่นอีกผงปูนนั้นก้กลับมาอีกแต่บางรูที่เคยมีก้ดันมีคลาบน้ำตาลแทนอะคับควรทำงัยให้รูที่เคยมีปูนกองอยู่บนรูเดิมอะคับเพรามีร่นพี่บอกว่ากองปูนเหล่านั้นก้คือเนื้อปูนงอกถ้าไม่ล้างถูมันตอนขึ้นมาใหม่ๆอะคับ