ในบันทึกนี้ย้อนรอยต่อจากบันทึกที่แล้วคือว่าเมื่อผมเดินทางถึงบ้านพักเรียบร้อยแล้วในเมืองหาดใหญ่ก็ได้เตรียมเดินทางต่อในขณะนั้นเลยละ ไปไหนละ ไปนอนค้างแรมคืนนี้ ( 25 มิ.ย. 54 ) ที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ช่วงที่ผมไปตามถนนสายริมทะเลฝั่งอ่าวไทยไปถึงเกือบ 3 ทุ่ม ในขณะที่พระคุณเจ้าที่ผมไปส่ง ณ สนามบินเมืองหาดใหญ่นั้นก็บินบนเส้นทางเลียบริมทะเลไปลงที่กรุงเทพ ฯ ในช่วงเวลาเดียวกันและคงถึงที่หมายใกล้เคียงกัน
พอรุ่งขึ้นวันใหม่คืออาทิตย์ที่ 26 มิ.ย. 2554 ยามเช้า ๆ ผมบึ่งรถออกจากบ้านพักริมทะเลฝั่งอ่าวไทยของ อ. หัวไทรมุ่งตรงเข้าเมืองนครศรีธรรมราชเพราะมีหน้าที่รับเชิญไปบริหารจัดการเรียนรู้ให้กับมวลนิสิตระดับ ป. โท รุ่นที่ 2 ประมาณ 40 รูป/คน ของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช...ผมทำหน้าที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้า ๆ ไปจนถึงบ่ายเย็น ๆ ดวงตะวันลอยลับทิวไม้แล้วก็เดินทางกลับล่องลงสู่เมืองสงขลาหาดใหญ่ตามลำดับ
สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับมวลนิสิต ป. โท รุ่น 2 นี้มีอายุสูงสุดที่มาเรียนก็ปาเข้าไป 71 กว่าปีเรียกว่าอาวุโสกันเลยทีเดียว การเรียนนี่ยังไม่มีวันสายจริง ๆ ต้องขอชื่นชม ม. มจร. ที่เปิดกว้างให้กับคนทุกชนชั้นวรรณะทุกเพศทุกวัยได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีการเชื่อมโยงวิถีทางสังคมทุกส่วนเข้าด้วยกันหมุนกงล้อแห่งพุทธธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจชาวโลกให้อยู่เย็นเป็นสุข...
อันที่จริงแล้วธรรมะไม่ได้มีในห้องเรียน 4 เหลี่ยมอย่างเดียว ด้วยธรรมชาติแห่งพุทธธรรมนั้นมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ธรรมะมีอยู่นอกห้องเรียน ธรรมะมีอยู่ในวิถีชีวิต เราต้องเป็นนักเดินทาง ( มรรค 8 ) การที่เราเรียนปริญญาโท เราต้องโชว์ไอเดียได้
เราอยากเห็นธรรมะเราต้องก้าวข้ามพ้นความเป็นอัตตาของเราเอง มองด้วยดวงตาแห่งปัญญาจริงจะรู้ เข้าใจ และเห็นแจ้งชัดได้นั้นแล
สาธุ
สวัสดีครับ ท่าน JJ
ได้พบพระคุณเจ้าทุกบ่อยครับ ร่มเย็น ๆ
ขอบคุณครับผม
ดีใจ ที่ยังได้เจอกับอาจารย์อีกนะครับ ถึงไม่ได้สอนผมนะครับ ทุกอย่างล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆครับ
สวัสดีครับ คุณman
การเดินทางชีวิตก็มีหลายรสชาตินะครับ ทะเลที่สวยงามก็ตอนมีคลื่นกระทบโขดหินเกาะกลางทะเล
ชีวิตมีรสชาติเพราะเจออุปสรรคนานาประการไงละ...อิ อิ อิ
อนิจจัง ๆ
ขอบคุณครับ