สกว. กับความเป็นองค์กรเคออร์ดิค (47)
ระบบวิจัยไทย ต้องเป็นระบบ เคออร์ดิค
ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
www.kmi.or.th
http://gotoknow.org/blog/thaikm
อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://rescom.trf.or.th
ระบบวิจัยไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่สามารถขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในระดับที่น่าพึงพอใจได้ ดังจะเห็นว่าในช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตามการจัดอันดับของ IMD และ WEF ย่ำเท้าอยู่กับที่หรือถดถอยลงเล็กน้อย เมื่อมองที่ปัจจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา
เมื่อระบบผิดพลาดหรือไม่เหมาะสม มาตรการของการพัฒนาการวิจัยของประเทศจึงได้ผลน้อย ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และทำให้ผู้คนไม่ศรัทธาเลื่อมใสวงการวิจัย
น่ายินดี ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบวิจัยของประเทศ จึงร่วมกับหน่วยงานด้านการวิจัยอื่นๆ ของประเทศ สนับสนุนให้สถาบันคลังสมองของชาติ (สคช.) ดำเนินงาน “โครงการปฏิรูประบบวิจัย” โดยระยะแรกใช้เวลา ๑๓ เดือน เริ่มเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๓ หัวหน้าโครงการวิจัยคือ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง
ช่วงเวลา ๑๓ เดือน เป็นเพียงการวางกรอบ วางยุทธศาสตร์ ของการเดินทางไกล ในการปฏิรูประบบวิจัย วางแนวทางขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบใน ๙ มิติ (นโยบาย การสนับสนุนทุน การเงิน สถาบันวิจัย บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน มาตรการ การจัดการผลผลิต การประเมินผล) รวมทั้งวางแนวทางฐานปฏิบัติการร่วม (Common Operating Platforms) ของการดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบบ
ซึ่งหมายความว่า หลังจากนั้น จะต้องมี “โครงการปฏิรูประบบวิจัย ระยะที่ ๒” ต่อไปอีก
ผมตื่นเต้นมาก ในฐานะที่ชีวิตการทำงานคลุกคลีผูกพันกับระบบการวิจัยมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงานเมื่ออายุ ๒๖ ปี มาจนปัจจุบัน ชีวิตผูกพันเกี่ยวข้องกับระบบวิจัยในหลากหลายบทบาท เริ่มจากเป็นนักวิจัย ต่อมามีบทบาทเป็นผู้บริหารงานวิจัยในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น โดยขณะดียวกันก็ยังเป็นนักวิจัย ต่อมาเป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ต่อมาเป็นผู้บริหารหน่วยงานจัดการทุนวิจัย คือ สกว. และเป็นกรรมการหน่วยงานให้ทุนวิจัยอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ ศช., NECTEC, สวรส. ผมเชื่อว่า ในยุคปัจจุบัน การพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคม ต้องใช้ความรู้ และผู้ดำเนินการพัฒนานั้นเอง (ในทุกระดับ) ต้องเป็นผู้ลงมือทำงานวิจัย โดยร่วมมือกับนักวิจัยอาชีพ บ้านเมืองจึงจะพัฒนาแบบยืนบนขาตัวเองได้จริง
ในปัจจุบันกระบวนการดำเนินการพัฒนาสังคมของเรายังไม่เป็น Knowledge-Based Process ที่แท้จริง ดูเหมือนจะเป็น แต่ยังเป็นแบบ “ปลอมๆ” ไม่เป็น Knowledge-Based Process ของจริง หรืออาจจะเรียกว่า Evidenced-Based Process
จะมีความรู้ และหลักฐานในการตัดสินใจ ในขั้นตอนต่างของการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประเทศไทยต้อง “ลงทุน” ด้านการวิจัย เพื่อให้มี “ความรู้ที่จำเป็น” สำหรับใช้งาน ซึ่งหมายความว่า ความรู้จากต่างประเทศ หรือจากทั้งโลกนั้น เราต้องรู้จักเลือกนำมาใช้ แต่ยังไม่เพียงพอ เราต้องสร้างเองบางส่วนด้วย จึงจะเป็นความรู้ที่เหมาะต่อการใช้งานในบริบทของเราเอง
มีตัวอย่างมากมาย ที่เรา “เสียค่าโง่” ไปเป็นเงินมหาศาล เป็นความทุกข์ยากมหาศาล ที่จนปัจจุบันก็ไม่มีทางแก้ เพราะเราไปเอาความรู้ของคนอื่นมาใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ทำให้ตัดสินใจผิด ตัดสินใจใช้ระบบที่ทำให้เราอ่อนแอ แต่ต่างประเทศได้ผลประโยชน์มหาศาลจากความผิดพลาดของเรา เช่นระบบการขนส่ง ระบบพลังงาน เป็นต้น
ระบบวิจัยเป็นตัวอย่างระดับ “คลาสสิค” ของระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว (Complex Adaptive Systems, CAS) การมองระบบจึงต้องมองเสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต (Organic) ในระบบมี “ตัวละคร” ที่หลากหลาย แสดงบทบาทหรือ “พฤติกรรม” ที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่ระบบที่มีแต่องค์กรและกฎระเบียบ ที่ปฏิบัติตามกติกาที่กำหนดออกมาเป็นกฎหมายหรือข้อบังคับ
โชคดีที่เราได้ ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง มาทำหน้าที่หัวหน้าทีมวิจัยเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะท่านเข้าใจธรรมชาติของความซับซ้อนของระบบ และเป็นคนที่มองโครงสร้างของระบบอย่างทะลุปรุโปร่ง และโชคดีซ้ำสอง ที่ดูท่านเลขาธิการ วช. ท่านปัจจุบัน ศ. นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ก็ดูจะเข้าใจดีมาก
ผมฟันธงเลยนะครับว่า “พฤติกรรม” (Systems Behavior) ของส่วนต่างๆ ในระบบ สำคัญยิ่งกว่า ตัวโครงสร้างของระบบ (Systems Strucure) ซึ่งที่จริงกล่าวอย่างนี้ก็อาจจะผิด อาจต้องกล่าวว่า behavior และ structure สำคัญพอๆ กัน และต้องสอดคล้องเกื้อกูลกัน จึงจะทำงานได้ผล
ธรรมชาติของ CAS คือ ระบบจะทำงานได้ผล ส่วนประกอบต่างๆ ต้องทำงานสอดคล้องสัมพันธ์กัน ในลักษณะที่แต่ละส่วนย่อยทำงานอย่างเป็นอิสระ และในขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์กับส่วนย่อยอื่นๆ และกับภาพรวมของระบบด้วย เรียกในภาษาทางการจัดการว่า independent and inter-dependent ส่วนย่อย ก ต้องช่วยให้ส่วนย่อย ข ทำงานได้ผลดี ผลงานของ ก จึงจะโดดเด่น และผลงานของระบบใหญ่ เป็นตัวบอกความสำเร็จที่แท้จริงของ หน่วยงาน ก เราต้องจัดให้กติกาของระบบเป็นเช่นนี้ ระบบวิจัยของประเทศจึงจะประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงได้ มิฉะนั้นเราก็จะตกอยู่ในภพภูมิแบบตัวใครตัวมัน ต่างหน่วยงานต่างทำ แก่งแย่งชิงดีกัน ไม่คิดทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติ
เป็นที่เข้าใจตรงกัน ว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของระบบวิจัยคือคน หรือนักวิจัย ที่จะต้องได้รับการฝึกฝนเพียงพอ และมีจำนวนมากพอ ระบบสามารถดึงดูดคนดีคนเก่ง คนมีแรงบันดาลใจ เข้ามาเป็นนักวิจัยอาชีพ และอาชีพนักวิจัยก็เป็นอาชีพที่ดี มีความมั่นคง ตามผลงานของตน ข้อนี้ไม่น่าห่วง ว่าทีมวิจัยพัฒนาระบบวิจัยจะต้องเสนออย่างแน่นอน
แต่ที่ผมยังไม่เห็นกล่าวถึงอย่างชัดเจน คือคนอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่นักจัดการงานวิจัย และอาชีพนักจัดการงานวิจัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้งานวิจัยไม่แยกตัวออกจากกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของประเทศ ของสังคม และทำให้งานวิจัยไม่แยกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย ไม่เชื่อมโยงกัน ไม่มีเป้าหมายภาพรวมใหญ่ๆ ไม่เกิดชุดโครงการวิจัยระยะยาวที่มีคุณค่าสูง การลงทุนวิจัยเป็นการลงทุนในโจทย์ที่ไม่สำคัญ และทำกันแบบเล่นๆ ไม่เป็นมืออาชีพ ทำให้เงินวิจัยเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และทำให้ผู้คนในสังคมไม่มีศรัทธาต่อวงการวิจัย
คนอีกกลุ่มหนึ่งคือ “ผู้ปฏิบัติงาน” ในภารกิจประจำตามที่ต่างๆ มองในมุมหนึ่ง คนเหล่านี้คือ “นักวิจัยหน้างาน” ที่จะใช้หลักการและวิธีการวิจัยง่ายๆ พัฒนางานของตนเอง ซึ่งส่วนหนึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมของการทำงาน หรือในบางกรณีเกิดนวัตกรรมแบบก้าวกระโดดขึ้นได้ นักวิจัยหน้างานนี้ รวมไปถึงชาวบ้านที่ทำงานวิจัยง่ายๆ เพื่อแก้ปัญหาของชุมชน และเพื่อพัฒนาอาชีพของตนเอง
ดังนั้น หากมองระบบวิจัยแบบ CAS ต้องมองคนในระบบ ใน ๓ คุณลักษณะ หรือ ๓ กลุ่มดังกล่าวแล้ว และต้องหาทางทำให้เกิดระบบวิจัยของประเทศ ที่มีการเสริมพลัง (Synergy) ระหว่างคน ๓ กลุ่มนี้ รวมทั้งมีการสร้างวัฒนธรรม สร้างค่านิยมในสังคม ที่ส่งเสริมการปฏิบัติ ให้เกิด “บุคลากรด้านการวิจัย” ๓ กลุ่ม ดังกล่าว
ระบบ CAS หรือระบบ เคออร์ดิค เป็นระบบแห่งความคล่องตัว เป็นอิสระ เพื่อเป้าหมายของการสร้างนวัตกรรมในการทำงาน ยิ่งระบบ เคออร์ดิค นี้ เป็นระบบวิจัย ยิ่งมีเป้าหมายเน้นที่การส่งเสริมความริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) เพื่อสร้างนวัตกรรม ให้แก่ประเทศ ดังนั้นความเป็นอิสระและความคล่องตัวจึงต้องยิ่งสูง ระบบเช่นนี้มีความเสี่ยงที่จะต่างหน่วยต่างทำ ไม่ร่วมมือกัน จึงต้องมีกลไกและเงื่อนไขให้หน่วยงานย่อยในระบบต้องทำงานประสานความร่วมมือกัน ไปสู่ผลงานของระบบตามเป้าหมาย
นั่นคือ ระบบวิจัยของประเทศต้องมีการกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม วัดได้ และกำหนดวิธีวัดไว้ล่วงหน้า เป็นเป้าหมายของทั้งระบบ และถ้าบรรลุเป้าหมายนั้น ทุกหน่วยงานจะได้รับรางวัลและความดีความชอบ ซึ่งหมายความว่า ในทางตรงกันข้ามหากไม่บรรลุเป้าหมายของทั้งระบบ ทุกหน่วยงานย่อยก็จะต้องถูกตำหนิและรับผลร้าย
ระบบ เคออร์ดิค หรือองค์กร เคออร์ดิค มีจุดร่วมของ Participants (คือหน่วยงานย่อยในระบบ) อยู่ที่ Purpose หรือเป้าหมายอันทรงคุณค่าของระบบหรือขององค์กร ในกรณีของระบบวิจัยไทย หน่วยงานวิจัยอยู่กันอย่างไม่เป็นระบบมาเป็นเวลานานจนเคยชิน จึงต้องมีการทดลองในขั้นตอนของการพัฒนาระบบ ในการกำหนดคุณค่าของระบบวิจัยให้ชัดเจน จนวัดได้ วัดผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายได้
หากทำตรงนี้สำเร็จ เป้าหมายอื่นๆ ใน ๙ ข้อที่กำหนดข้างต้นจะมาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนด้านการวิจัย เพราะสังคมเห็นคุณค่าชัดเจน ตระหนักว่าหากไม่ลงทุนวิจัย สังคมก็จะล้าหลัง ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ส่วนต่างๆ ของระบบวิจัยต้องสร้างผลงานยืนยันความจริงข้อนี้แก่สังคม
ส่วนประกอบของระบบ หรือองค์กร เคออร์ดิค ได้แก่ Purpose, Core Principles, Participants, Organization Concept, Constitution, และ Practices ผมได้เขียนอธิบายไว้ในบทความตอนก่อนๆ แล้ว สามารถเข้าไปอ่านและตีความเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาระบบวิจัยของประเทศไทยให้เป็นระบบ เคออร์ดิค หรือระบบ CAS ได้ โดยโปรดสังเกตว่า ต้องเรียงลำดับก่อนหลังของการกำหนดระบบด้วย คือ P, P, P, O แล้วจึงถึง C คือ ปณิธานความมุ่งมั่น (P Purpose) (เป้าหมาย) ที่ชัดเจนของระบบต้องนำหน้า ตามด้วย P Principles ว่ามีหลักการทำงานที่สำคัญๆ อย่างไรบ้าง ตามด้วย P Participants คือหน่วยงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตามด้วยการจัดองค์กรในระบบ คือ O (Organization Concept) แล้วจึงมาถึงการกำหนดกฎเกณฑ์กติกา คือ C Constitution ผู้สนใจรายละเอียดของส่วนประกอบทั้ง ๕ ของระบบ เคออร์ดิค โปรดอ่านจากตอนก่อนๆ
การปฏิรูประบบวิจัยนั้น จะต้องปฏิรูป ๓ ส่วนไปพร้อมๆ กัน คือ (๑) โครงสร้าง (Structures) (๒) พฤติกรรม (Behaviors) และ (๓) กฎเกณฑ์กติกา (Regulations) โดยจะได้เสนอหลักการและวิธีการปฏิรูปพฤติกรรมของระบบวิจัย ในบทความตอนที่ ๔๘
ลงพิมพ์ในประชาคมวิจัย ฉบับที่ ๙๕ ปีที่ ๑๖
ประจำเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
…………………………..
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
งานวิจัยของชาติเรา ก็ท่องไปในโลกกว้างอยู่ครับ แต่ดูเหมือนว่า กลับบ้านไม่ถูกเท่าไหร่ หรือว่า "เรายังดูตัวเองไม่ออก บอกตัวเองไม่ได้ ใช้ตัวเองไม่เป็น" อันนี้นึกถึงคำปราชญ์ พ่อผาย หรือท่านหมออภิสิทธิ์ โรงพยาบาลเขื่อนอุบลรัตน์ ที่กล่าวว่า "เมื่อได้คิด จึงคิดได้" สิ่งที่คุณค่าและมีความหมายอยู่ที่รอบตัวเรา ถ้าเราไม่รู้เรียนจาก ครูธรรมชาติ ในสิ่งเป็นอยู่จริง ตามที่มันเป็น ก็มองไม่เห็นค่าในสิ่งที่ตนมี การละเลย ความไม่เข้าใจ ความไม่ตระหนักรู้ ซึ่งเกิดจาก ความคุ้นเคย ความสะดวกสบาย ความง่ายตามกิเลส นำมาซึ่งการ กลับบ้านไม่ถูกทางเท่าไหร่ ดังที่อาจารย์หมอกล่าวในบล๊อกนี้ครับผม "... การลงทุนวิจัยเป็นการลงทุนในโจทย์ที่ไม่สำคัญ และทำกันแบบเล่นๆ ไม่เป็นมืออาชีพ ทำให้เงินวิจัยเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และทำให้ผู้คนในสังคมไม่มีศรัทธาต่อวงการวิจัย" กระผมเป็นทั้งเกษตรกร ค้าขายนิดหน่อย และทำงานในมหาวิทยาลัย บอกตัวเองได้เลยว่าความรู้ที่ใช้อยู่เกิดจากประสบการณ์ข้างนอก มากกว่าในมหาวิทยาลัย กระผมให้น้ำหนักความรู้ในสถาบันที่ระดับ 30-40% เท่านั้น คือต่ำเกินจะเรียกว่าสถาบันแห่งปัญญา กระผมต้องขออภัยที่หลายท่านมีผลงานและทำดี นี่คือความเห็นส่วนตัวครับผม
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต